สงครามตะวันออกกลาง ป่วนขนส่งน้ำมันผ่าน “ฮอร์มุซ” เสี่ยงชะงัก กรุงศรีชู BCP–SPRC ท็อปพิก

บล.กรุงศรีประเมินสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนุนราคาพลังงานผันผวนระยะสั้น แม้ OPEC+ เพิ่มกำลังผลิตแต่อาจไม่พอชดเชยซัพพลายตึงตัว ชู BCP–SPRC ท็อปพิก รับอานิสงส์ค่าการกลั่นฟื้น ขณะที่ปิโตรเคมี–สถานีบริการเผชิญแรงกดดัน


ผู้สื่อข่าวรายงาน บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน อาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มผันผวนในระยะสั้น แม้ประเมินว่าโอกาสเกิดเหตุหยุดชะงักยาวนานยังมีจำกัด แต่หากสถานการณ์ยกระดับ อาจเห็นความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันรุนแรงใกล้เคียงช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565

แม้ที่ประชุม OPEC+ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีมติเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 0.206 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน 2569 และยังมีสำรองกำลังการผลิต (spare capacity) ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ประเมินว่าอาจไม่เพียงพอรองรับความเสี่ยงด้านอุปทาน หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดการติดขัดรุนแรง

ในเชิงผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม มองว่า กลุ่มสำรวจและผลิต (E&P) จะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ซึ่งมีสัดส่วนปริมาณขายจากตะวันออกกลางราว 13% และส่วนใหญ่จำหน่ายในโอมาน ไม่ได้พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง ทั้งนี้ ทุกๆ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรสุทธิราว 2%

ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นคาดว่าจะได้ประโยชน์ในระยะสั้นจากภาวะอุปทานตึงตัว ส่งผลให้ค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต๊อก (stock gain) มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่า Bangchak Corporation Public Company Limited (BCP) มีความโดดเด่นจากการพึ่งพาน้ำมันดิบตะวันออกกลางในสัดส่วนต่ำกว่าคู่แข่ง และมีความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น

ด้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและกำไรของบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายจากภาครัฐ

ในทางกลับกัน กลุ่มปิโตรเคมีมีความเสี่ยงจากภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก ทำให้ไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น กดดันส่วนต่างผลิตภัณฑ์ (product spread) โดยคาดว่า บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ PTTGC และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC จะได้รับผลกระทบตามลำดับ

นอกจากนี้ กลุ่มสถานีบริการน้ำมันอย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงราคาขายปลีก กระทบค่าการตลาดและอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเชิงบวก (Bullish) ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2569 จะฟื้นตัว นำโดยกลุ่มโรงกลั่นที่มีแนวโน้มลดแรงกดดันจาก stock loss และได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่ปรับดีขึ้น พร้อมปรับให้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เป็นหุ้นท็อปพิก ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ยืดเยื้อเกินควบคุมและไม่กระทบต่อเสถียรภาพอุปทานในระยะยาว

Back to top button