หุ้นสายการบินดิ่ง! กังวลสงคราม “ตะวันออกกลาง” ยืดเยื้อ กดท่องเที่ยวลด–ต้นทุนน้ำมันพุ่ง

หุ้นสายการบินร่วงต่อกว่า 7–9% ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบความเชื่อมั่นและจำนวนนักท่องเที่ยว ขณะราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มกำไรในระยะถัดไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 มี.ค. 2569) ราคาหุ้นกลุ่มสายการบินปรับตัวลดลงทั่วหน้า จากแรงขายของนักลงทุนที่กังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการในระยะถัดไป โดยปัจจัยกดดันหลักมาจาก 1) ความไม่แน่นอนของจำนวนนักท่องเที่ยว อันเป็นผลจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศ และ 2) ความเสี่ยงด้านต้นทุน จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นและกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าว

ทั้งนี้ ณ เวลา 10:56 น. หุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำโดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 47.25 บาท ลบ 4.25 บาท หรือ 8.25% สูงสุดที่ระดับ 50.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 47.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,714.11 ล้านบาท

บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 1.04 บาท ลบ 0.11 บาท หรือ 9.57% สูงสุดที่ระดับ 1.07 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.01 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 166.62 ล้านบาท

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 14.20 บาท ลบ 1.50 บาท หรือ 9.55% สูงสุดที่ระดับ 14.50  บาท ต่ำสุดที่ระดับ 13.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 189.76 ล้านบาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 5.95 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 7.75% สูงสุดที่ระดับ 6.10  บาท ต่ำสุดที่ระดับ 5.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 201.15 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงลบ (Negative) ต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินในระยะสั้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมยังขยายตัวเล็กน้อย 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หดตัวแรงถึง 23% จากสัปดาห์ก่อนหน้า (w-w) จากทั้งปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

โดยเฉพาะช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดตะวันออกกลางและยุโรปหดตัวกว่า 60% และ 25% ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองภูมิภาครวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 35.5 ล้านคน หรือเติบโต 8% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเฉลี่ยราว 15,000 คนต่อวัน

ในระยะสั้น บล.กรุงศรี มองว่าหุ้นกลุ่มการบินยังมีความเสี่ยงสูง และแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุน เนื่องจาก 1) ความไม่แน่นอนของอุปสงค์จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และ 2) ความเสี่ยงด้านต้นทุนจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยหากราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) อยู่ในช่วง 89.2–114.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับสมมติฐานเดิมที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกดดันผลประกอบการกลุ่มการบินให้มี Downside ราว 5–36%

ทั้งนี้ เอเชีย เอวิเอชั่น มีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูงสุด ขณะที่ บางกอกแอร์เวย์ส เผชิญความเสี่ยงด้านรายได้มากที่สุดจากโครงสร้างลูกค้าและเส้นทางบิน สะท้อนว่าความผันผวนทั้งด้านอุปสงค์และต้นทุนยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระยะยาว บล.กรุงศรี เห็นว่าความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน โดยธุรกิจสนามบินอย่าง ท่าอากาศยานไทย ได้อานิสงส์จากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC)

พร้อมกันนี้ ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มการบิน โดยเลือก BA เป็น Top Pick แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25 บาท จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความชัดเจนของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาที่จะหนุนการเติบโตระยะยาว และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คาดสูงราว 6% ต่อปี โดยในงวดครึ่งหลังปี 2568 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 0.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 4.5% (ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 11 มี.ค. และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 เม.ย.) สะท้อนความน่าสนใจทั้งในมิติการเติบโตและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

Back to top button