
รู้จัก “เซอร์กิตเบรกเกอร์” ฟิวส์ตลาดหุ้นที่ทำงานวันนี้ หลังจากไม่ได้ใช้มา 5 ปี
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปิดใช้มาตรการ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลัง SET Index ดิ่งลงกว่า 8% ในช่วงเช้า ท่ามกลางความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แล้วมาตรการนี้คืออะไร ทำงานอย่างไร และนักลงทุนควรรับมืออย่างไร?
เช้าวันนี้ (4 มีนาคม 2569) ตลาดหุ้นไทยเปิดตัวด้วยแรงขายหนัก SET Index ดิ่งลงกว่า 117 จุด หรือประมาณ 8 % สอดคล้องกับทิศทางตลาดภูมิภาคที่ปรับตัวลงพร้อมกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามที่อาจบานปลายและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำมาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” มาใช้ได้ตามเกณฑ์
สถานการณ์ตลาดเช้านี้: ใครดึงดัชนีลง?
การร่วงกว่า 100 จุดในวันนี้มีแรงกดดันที่ชัดเจนจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดย DELTA เป็นตัวหนักที่สุดกดดัชนีราว 35 จุด ตามมาด้วย GULF ราว 7 จุด, AOT ราว 6 จุด, PTT ราว 4 จุด และ ADVANCE-SCC รวมกันอีกราว 6 จุด ส่วนที่เหลือกระจายตัวลงทั่วทั้งตลาด
แต่ในขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตคือกลุ่มถ่านหิน อย่าง BANPU และ LANNA ปรับตัวขึ้นสวนตลาด เช่นเดียวกับ SEAOIL สะท้อนตรรกะที่ว่าในช่วงความตึงเครียดด้านพลังงาน หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและพลังงานทางเลือกมักวิ่งสวนทิศทางตลาด
ปัจจัยกดดัน: สองแรงหลักที่ฉุดตลาดวันนี้
ความเสี่ยงสงครามบานปลาย ความกังวลว่าความขัดแย้งในระดับภูมิรัฐศาสตร์จะขยายวงกว้าง กดดันให้นักลงทุนหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกพร้อมกัน ซึ่งกระทบตลาดเกิดใหม่อย่างไทยอย่างหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมักย้ายเงินออกไปสินทรัพย์ปลอดภัยก่อนเป็นลำดับแรก
ราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนอุตสาหกรรม ในฐานะประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างตรง เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และสายการบินก็พุ่งตาม ซึ่งกดดันคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในหลายกลุ่ม
ภาพรวมภูมิภาค: ไทยลงหนักเป็นอันดับสอง
การร่วงในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของไทยประเทศเดียว ตลาดเอเชียปรับตัวลงพร้อมกัน โดยเกาหลีใต้ปรับลงแรงสุดในภูมิภาคที่ -11% ตามมาด้วยไทย -7.5% ญี่ปุ่น -3.9% อินโดนีเซีย -3.6% และไต้หวัน -3.5% การที่ไทยลงมาเป็นอันดับสองของภูมิภาค สะท้อนทั้งแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง และความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของตลาดในช่วงนี้
เซอร์กิตเบรกเกอร์คืออะไร?
กรณีที่สภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง ราคาหลักทรัพย์โดยรวมเปลี่ยนแปลงลดลงมาก เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว เปรียบได้กับฟิวส์ที่ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อกระแสเกินขีดจำกัด หยุดก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า
เกณฑ์ปัจจุบัน: 3 ระดับ 3 ช่วงเวลา
เซอร์กิตเบรกเกอร์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 8%, 15% และ 20% ของดัชนีปิดตลาดวันก่อนหน้า โดยการแบ่งระดับดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นมา
ระดับที่ 1 ดัชนีร่วง 8%: เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 8% เมื่อเปรียบเทียบจากวันปิดทำการก่อนหน้า จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที สัญญาณเตือนให้ชะลอและประเมินสถานการณ์
ระดับที่ 2 ดัชนีร่วง 15%: หากหลังเปิดตลาดใหม่แล้วดัชนียังดิ่งต่อจนถึง 15% จะหยุดซื้อขายอีก 30 นาที สัญญาณว่าแรงขายยังไม่คลาย
ระดับที่ 3 ดัชนีร่วง 20%: เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 20% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากการทำงานครั้งที่ 3 ของ Circuit Breaker แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ทำการซื้อขายต่อไปจนถึงเวลาปิดทำการตามปกติโดยไม่มีการหยุดพักการซื้อขายอีก
วิวัฒนาการ: จาก 2 ระดับ สู่ 3 ระดับ หลังบทเรียนโควิด
ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดเกณฑ์การหยุดซื้อขายหุ้นชั่วคราวเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 หากดัชนีร่วง 10% หยุดพักการซื้อขาย 30 นาที และระดับ 2 หากดัชนีร่วงไปแตะ 20% จะหยุดพักการซื้อขาย 60 นาที
หลังจากใช้มาตรการพิเศษเพื่อเสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ปรับระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์เป็น 8% เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีเวลาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารได้ดีขึ้น และสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ จึงตัดสินใจใช้มาตรการกำหนดระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์ใหม่ 3 ระดับดังกล่าวเป็นการถาวร
ย้อนสถิติ: 6 ครั้งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย
ตั้งแต่ SET เปิดดำเนินการในปี 2518 ตลาดหุ้นไทยใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์รวม 6 ครั้ง โดย 3 ครั้งเกิดในช่วงโควิดเพียงเดือนเดียว
ครั้งที่ 1 19 ธันวาคม 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการสำรอง 30% เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ทำให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายหุ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ SET Index ร่วงลงถึง 142.63 จุด หรือ -19.52% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ครั้งที่ 2 10 ตุลาคม 2551 วิกฤตเศรษฐกิจโลกจากปัญหาสินเชื่อซับไพรม์ ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยสั่งใช้มาตรการ Circuit Breaker 30 นาที ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 449.91 จุด ลดลง 50.08 จุด หรือลดลง 10.02%
ครั้งที่ 3 27 ตุลาคม 2551 วิกฤต Hamburger Crisis ยังไม่คลี่คลาย แรงกดดันต่อเนื่องทำให้เซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงานอีกครั้งเพียง 17 วันต่อมา
ครั้งที่ 4 12 มีนาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยร่วง 125.05 จุด หรือ -10% มาอยู่ที่ 1,124.84 จุด ตลาดหยุดซื้อขาย 30 นาที นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี 4 เดือน
ครั้งที่ 5 13 มีนาคม 2563 ดัชนีลดลงจากวันที่ 12 มีนาคมกว่า 10% ต้องประกาศมาตรการ Circuit Breaker อีกวัน ตั้งแต่เวลา 09:59 ถึง 10:29 น. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น 2 วันติดต่อกัน
ครั้งที่ 6 23 มีนาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,037.05 จุด ลดลง 90.19 จุด หรือ -8.00% ตลาดหลักทรัพย์จึงแจ้งหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว 30 นาที ตั้งแต่เวลา 15:25 ถึง 15:55 น. เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 3 สัปดาห์ และเป็นครั้งแรกหลังจากมีการปรับเกณฑ์ใหม่จาก 10% เหลือ 8%
น่าสังเกตว่าระดับที่ 3 หรือดัชนีร่วง 20% ในระบบปัจจุบันยังไม่เคยถูกทริกเกอร์แม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
ประเมินแนวโน้ม: ตลาดจะอยู่ที่ไหนต่อจากนี้?
ด้านเทคนิค SET Index หลุดแนวรับจิตวิทยาที่บริเวณ 1,380–1,400 จุดแล้ว ทำให้โมเมนตัมขาขึ้นเสียทรง แนวรับถัดไปที่นักวิเคราะห์จับตาคือบริเวณ 1,350 จุด ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน หากหลุดระดับนี้ มีโอกาสที่แรงขายตัดขาดทุนจะเข้ามากดต่อ โดยแนวรับถัดไปอยู่ที่บริเวณ 1,300 จุด
ด้านปัจจัย จากประสบการณ์ในอดีตช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงจากเหตุสงครามหรือวิกฤตพลังงาน มักมีระยะเวลาต่อเนื่องราว 4–6 สัปดาห์ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มชัดเจนและตลาดหาจุดสมดุลใหม่ได้ ปัจจัยชี้ขาดสำคัญจึงอยู่ที่ทิศทางของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และระดับราคาน้ำมันในระยะต่อไป
สิ่งที่นักลงทุนควรทำในวันนี้
ในวันที่ตลาดผันผวนรุนแรงเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตัดสินใจขายด้วยความตื่นตระหนก ควรประเมินก่อนว่าหุ้นที่ถืออยู่ร่วงลงเพราะ “พื้นฐานเปลี่ยน” หรือเป็นเพียง “ตลาดลากไปด้วย” หากเป็นกรณีหลัง การถือต่ออาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะกลาง
สำหรับนักลงทุนที่มีเงินสด ควรรอให้ตลาดหยุดนิ่งก่อนประเมินโอกาส ไม่จำเป็นต้องรีบรับมือในช่วง 30–60 นาทีแรกที่ตลาดเปิด ซึ่งมักเป็นช่วงที่ความผันผวนสูงที่สุด
และหากเซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงานจริง จงใช้เวลาพักนั้นให้เป็นประโยชน์ ติดตามข้อมูลจากแหล่งน่าเชื่อถือก่อนที่ตลาดจะเปิดใหม่ จากสถิติ หลังเกิด Circuit Breaker ตาม SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกครั้งในวันทำการถัดมา โดยมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6.43% แม้สถิตินี้ไม่ได้รับประกันอนาคต แต่บ่งชี้ว่าแรงขายจากความตื่นตระหนกมักเป็นเรื่องชั่วคราว

