BANPU ปั้น NewCo รับดีมานด์ AI จ่อเข้าเทรดตลท. Q3 กางแผน 5 ปีอัดงบลงทุน 3 พันล้านเหรียญ

BANPU เดินหน้าสู่ NewCo เตรียมเข้าเทรดตลาดไตรมาส 3/69 รับดีมานด์พลังงานยุค AI–Data Center พร้อมขยายธุรกิจสหรัฐฯ เจรจา PPA เพิ่ม กางแผนลงทุน 5 ปี 3 พันล้านเหรียญ หนุนรายได้ระยะยาว


นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 มีทิศทางเชิงบวก จากสภาวะตลาดพลังงานโลกที่ยังตึงตัว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์หลักทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทมั่นใจในเสถียรภาพกำลังการผลิตทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และถ่านหิน พร้อมคาดการณ์รายได้ปีนี้เติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนั้น ยังเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ BESS ในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยการควบบริษัทระหว่างบ้านปูกับบ้านปู เพาเวอร์ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ BANPU (NewCo) และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2569

โดยบริษัทเดินหน้าสร้าง Synergy ระหว่าง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่การจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโต และปลดล็อกคุณค่าของสินทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA มากกว่า 1.5 เท่า และเพิ่มสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลือนการเติบโตของบ้านปู ได้แก่ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี Al ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Cas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสาน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก Al และ Data Center และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกระทบอุปทานพลังงานราว 20% ของโลก เป็นปัจจัยสำคัญหนุนราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทางอ้อมต่อราคาก๊าซธรรมชาติ Henry Hub และราคา LNG ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานที่แข็งแกร่งในจีนและเอเชีย

ด้านราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขึ้นมาอยู่ที่ราว 136 เหรียญสหรัฐต่อตันในปัจจุบัน

สำหรับก๊าซธรรมชาติ บริษัทได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่ระดับราคา 3.8-3.9 เหรียญสหรัฐต่อหน่วย ครอบคลุมสัดส่วนประมาณ 70% ของการผลิต ส่วนอีก 30% เปิดรับราคาตลาดเพื่อโอกาสรับประโยชน์จากภาวะขาขึ้น

ส่วนธุรกิจถ่านหินยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล โดยในออสเตรเลียคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านตัน ขณะที่อินโดนีเซียไตรมาส 1 การผลิตชะลอตัวจากฤดูฝน แต่เตรียมเร่งผลิตในไตรมาส 2-3 และอยู่ระหว่างรออนุมัติแผนการผลิตจากรัฐบาล ส่วนจีนกำลังการผลิตลดลงเล็กน้อยแต่ยังรักษามาตรฐานการดำเนินงานได้

ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา คาดว่าปริมาณการผลิตปี 2568-2569 จะอยู่ที่กว่า 300 BCF โดยปี 2569 จะรับรู้รายได้จากแหล่งผลิตที่เข้าซื้อใหม่เต็มปี หากราคาก๊าซโลกยังทรงตัวสูง บริษัทพร้อมลงทุนเพิ่มในโครงการขยายหลุมผลิต (X-well) เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองและยอดขาย

นอกจากนี้ ธุรกิจไฟฟ้ามุ่งขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ CCGT และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) โดยโครงการ Megal M ในสหรัฐฯ คาดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ส่วนโครงการในออสเตรเลียเตรียมทยอยพัฒนาเพิ่มเติม พร้อมเน้นกลยุทธ์พัฒนาโครงการแบบ Brownfield ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ปี เร็วกว่ารูปแบบ Greenfield ที่ใช้เวลา 3-4 ปี

อย่างไรก็ดี บริษัทเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) โดยโครงการ Cottonwood (Barnett) ตั้งเป้ากักเก็บ 32,000-40,000 ตันต่อปี และโครงการ E-Fortune ประมาณ 90,000 ตันต่อปี รวมกับโครงการเดิม คาดว่าปีนี้จะมีกำลังการกักเก็บรวมราว 260,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้ ยังศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านการลงทุนใน CVC โดยมุ่งเน้นโครงการในแคนาดา เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก

โดยรวมบริษัทตั้งงบลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 5 ปี โดยคงความยืดหยุ่นตามโอกาสการลงทุน พร้อมบริหารต้นทุนน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตถ่านหิน ผ่านการปรับแผนผลิตและลดระยะทางขนส่ง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทยังเคลื่อนไหวในแดนบวกท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทมองว่าแนวโน้มราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับเสถียรภาพการผลิตในทุกกลุ่มธุรกิจ เป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนการขยายธุรกิจในสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากการเติบโตของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) แล้ว บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเติม เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคต

การเดินหน้าทำสัญญา PPA ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้ระยะยาว ลดความผันผวนจากราคาตลาด และเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตสูงจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

Back to top button