
ดักเก็บ “หุ้นพื้นฐานแกร่ง” หลังราคาดิ่งแรง แพนิกตะวันออกกลาง
หาจังหวะดักเก็บ “หุ้นพื้นฐานแกร่ง” หลังราคาดิ่งแรงจากแรงขายลดความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก นักวิเคราะห์มองเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดีที่ราคาปรับลงลึกเกินปัจจัยพื้นฐาน สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 มี.ค. 2569) ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการเทขายหุ้นขนาดใหญ่ในตลาด
โดยในช่วงวันที่ 2–4 มี.ค. 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลงรวม 143.65 จุด หรือ 9.40% จากระดับปิดเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ที่ 1,528.26 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,384.61 จุด ณ วันที่ 4 มี.ค. 2569
ปัจจัยสำคัญมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่โจมตีเรือทุกลำที่ผ่านเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 13% ขณะที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดเอเชียและยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,384.61 จุด ลดลง 81.90 จุด หรือ 5.58% มูลค่าการซื้อขายรวม 159,372.02 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 5,422 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 9,564 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 1,023 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 13,964 ล้านบาท
สำหรับภาวะการซื้อขายในช่วงภาคบ่าย แม้ดัชนียังคงเคลื่อนไหวในแดนลบ แต่ปรับตัวดีขึ้นจากภาคเช้าที่ดัชนีปรับตัวลดลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,348.99 จุด ลดลง 117.52 จุด หรือ 8.01% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องใช้มาตรการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ระดับ 1 เป็นเวลา 30 นาที ตั้งแต่เวลา 12:18 น. เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีเวลาประเมินสถานการณ์ ก่อนกลับมาเปิดการซื้อขายอีกครั้งในเวลา 14:00 น.
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขอความร่วมมือให้สมาชิกระงับการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบ Program Trading เป็นการชั่วคราว เพื่อลดความผันผวนของตลาด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พิจารณาอนุญาตให้สามารถกลับมาใช้ Program Trading ได้ตั้งแต่เวลา 15:00 น. ของวันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดผลกระทบต่อภาพรวมการซื้อขายในตลาด
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของตลาดในรอบดังกล่าว ส่งผลให้หุ้นหลายหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงในระดับที่สูงกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น อาทิ บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 2569 อยู่ที่ระดับ 84 บาท ก่อนปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 61.75 บาท ณ วันที่ 4 มี.ค. 2569 ลดลง 22.25 บาท หรือ 26.49%
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 84 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 11.50 บาท ลดลง 3.80 บาท หรือลงไป 24.84%
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 7.85บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 6.30 บาท ลดลง 1.55 บาท หรือลงไป 19.75%
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 26บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 21.10 บาท ลดลง 4.90 บาท หรือลงไป 18.85%
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 213บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 173.50 บาท ลดลง 39.50 บาท หรือลงไป 18.54%
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 279 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 239 บาท ลดลง 40 บาท หรือลงไป 14.34%
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 62 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 54 บาท ลดลง 8 บาท หรือลงไป 12.90%
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 28.25 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 24.70 บาท ลดลง 3.55 บาท หรือลงไป 12.57%
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 27 ก.พ. 69 อยู่ที่ระดับ 14.50 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดอยู่ที่ระดับ 13.30 บาท ลดลง 1.20 บาท หรือลงไป 8.28%
ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันที่ 4 มี.ค. ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากแรงกดดันด้านจิตวิทยาการลงทุน ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด ส่งผลให้เกิดแรงขายอย่างหนักจนดัชนี SET ปรับตัวลดลงกว่า 8% และเข้าหลักเกณฑ์ Circuit Breaker ระดับ 1 เมื่อเวลา 12.18 น.
ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย DELTA ปรับตัวลดลงกว่า 10% ขณะที่ GULF ปรับตัวลดลงราว 10% และ BGRIM ลดลงเกือบ 20% จากความกังวลเกี่ยวกับทิศทางราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
นายกรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ส่งผลให้ดัชนี SET ปิดช่องว่าง (Gap) ที่เกิดขึ้นในช่วง Election Rally บริเวณระดับ 1,361 จุดแล้ว พร้อมแนะนำให้นักลงทุนติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) รวมถึงมาตรการหรือประกาศสำคัญจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว เช่น GULF กลุ่มโรงกลั่น ได้แก่ BCP และ PTTGC รวมถึงหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานในประเทศรองรับ อาทิ AMATA, TRUE และ CPAXT
ขณะที่นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Buy โดยพิจารณาตามสถานการณ์ของสงคราม หากความตึงเครียดยังยืดเยื้อ กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น PTTEP, PTTGC และ BCP รวมถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น BANPU และกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น GULF
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลาย กลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงกลุ่มโรงแรม เช่น AOT, AWC และ ERW
ขณะเดียวกัน ยังมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์อาจได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง เช่น KTB

