
SNNP ปรับกลยุทธ์ปี 69 โฟกัสคอร์แบรนด์–เพิ่มรสชาติใหม่ กระตุ้นยอดขาย เดินหน้ารุกเวียดนาม
SNNP ปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 2569 มุ่งดันคอร์แบรนด์หลัก เพิ่มรสชาติสินค้าใหม่กระตุ้นยอดขาย พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่ยังมีศักยภาพเติบโต ขณะที่ตลาดในประเทศเน้นบริหาร Product Mix และมาร์จิ้นเพิ่มกำไร
นายฐากร ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ร่วมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 256 ว่าผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 5,624.00 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 518.33 ล้านบาท
ขณะที่ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทประเมินว่าไตรมาส 1 จะยังเติบโตได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงหนุนหลักยังมาจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดี
ทั้งนี้ หากพิจารณาแบบเทียบเคียงฐานเดียวกัน หรือไม่นำตัวเลขจากกัมพูชามารวม แนวโน้มธุรกิจต่างประเทศในไตรมาส 1/2569 ยังขยายตัวได้เล็กน้อย แม้คำสั่งซื้อจากตะวันออกกลางจะชะลอลงบางส่วนจากผลกระทบด้านค่าระวางเรือ ค่า Bunker Charge ที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านตู้คอนเทนเนอร์ หลังสายการเดินเรือต้องปรับเส้นทางขนส่งจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักอื่นของบริษัทในภูมิภาคยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งยังเป็นฐานการเติบโตสำคัญ ขณะที่ประเทศอื่นที่บริษัททำตลาดอยู่ยังมีแนวโน้มดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ
นายฐากร กล่าวต่อว่าทสำหรับตลาดในประเทศไทย ภาวะการบริโภคในไตรมาส 1/2569 ยังชะลอตัว และยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แม้หลังการเลือกตั้งจะมีความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดทุน แต่ภาพรวมกำลังซื้อยังไม่ปรับดีขึ้นชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายในประเทศยังเติบโตได้ไม่มากนักในช่วงต้นปี
ในประเด็นผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง บริษัทระบุว่า ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างชัดเจน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อในระยะยาว อาจกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 3-4% ของต้นทุนการผลิตรวม
อย่างไรก็ดี บริษัทได้เตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ตลอดจนบริหารจัดการการใช้ก๊าซและน้ำมันเตาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายฐากร ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการเติบโตจากสินค้าในกลุ่มคอร์แบรนด์เป็นหลัก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการทำกิจกรรมการตลาดและการสื่อสารแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
ในตลาดต่างประเทศ บริษัทจะใช้กลยุทธ์ Local Strategy หรือการปรับสินค้าให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ผ่านแนวคิด 5P ได้แก่ Product, Price, Promotion, Place และ Partner โดยเน้นพัฒนาสินค้าเดิมให้เหมาะกับรสนิยมผู้บริโภคในแต่ละตลาด มากกว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่จำนวนมาก
ตลาดต่างประเทศที่บริษัทจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปีนี้ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน และจีน ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจากปัจจัยสงครามค่อนข้างจำกัด ขณะที่ตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่จะเน้นรักษาการเติบโตและบริหารกำไรเป็นหลัก โดยไม่ทุ่มทรัพยากรเพิ่มเติมมากนัก
ด้านตลาดในประเทศ บริษัทระบุว่าจะยังคงโฟกัสธุรกิจหลักและคอร์แบรนด์สำคัญ ได้แก่ เจเล่, เมจิกฟาร์ม และโลตัสขาไก่ โดยยังเดินหน้าลงทุนด้านการตลาดต่อเนื่อง เนื่องจากมองว่าในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าที่คุ้นเคยและเป็นผู้นำตลาด มากกว่าทดลองสินค้าใหม่
อีกทั้งปีนี้บริษัทได้เริ่มปรับแนวทางบริหารการขาย โดยให้แต่ละช่องทางจำหน่ายรับผิดชอบทั้งยอดขายและกำไรของตนเอง หรือ Account P&L เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารมาร์จิ้น และทำให้แต่ละช่องทางมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในเชิง Bottom Line มากกว่าการเน้นยอดขายเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนปรับโฟกัสจากช่องทาง Modern Trade ไปสู่ช่องทางค้าส่งในภูมิภาคและห้างท้องถิ่นมากขึ้น หลังประเมินว่าช่องทางดังกล่าวยังให้มาร์จิ้นที่ดีกว่า และช่วยกระจายสินค้าได้ครอบคลุมหลายพื้นที่มากขึ้น ส่งผลดีต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
นายฐากร ยอมรับว่า ยอดขายในประเทศปี 2569 อาจเติบโตไม่มากนักตามภาวะเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าภาพรวมกำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 จากการบริหาร Product Mix การโฟกัสสินค้ามาร์จิ้นสูง และการปรับโครงสร้างช่องทางจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับแผนการออกสินค้าใหม่ในปี 2569 บริษัทชี้แจงว่า จะไม่มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่หรือสินค้าใหม่ที่ไม่เคยมีในพอร์ต เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและต้องใช้เวลาในการสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ออก “รสชาติใหม่” ให้กับสินค้าในกลุ่มคอร์แบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก และเป็นวิธีช่วยกระตุ้นการบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าให้สินค้าในกลุ่มคอร์แบรนด์หลักมีรสชาติใหม่ออกสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ 1 รสชาติ

