
“พบชัย” มองตลาดเสี่ยง Panic Sell เซ่นสงคราม แนะเก็บหุ้นพลังงาน-เดินเรือ
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ตลาดหุ้นไทยผันผวนจากแรงขายบังคับ จับตาแนวรับ 1,320 จุด เตือนหากน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.1% กด EPS ตลาดลดเหลือ 91 บาท พร้อมแนะถือเงินสดและเก็งพลังงาน-เดินเรือ
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 3 มี.ค.69 ว่า ภาวะตลาดการเงินในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการปรับสมดุลพอร์ตลงทุนและการถูกบังคับขายในสินทรัพย์หลายประเภท ส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวนรุนแรงและเกิดเหตุการณ์เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker)
ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,320 จุด หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสปรับตัวหลุดระดับ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่บริเวณ 1,350 จุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบสนองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากปัจจัยด้านนโยบายภาษีที่มักทำให้ตลาดปรับตัวลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงเกิดแรงขายจากความตื่นตระหนก (Panic Sell) ได้ง่าย
สำหรับราคาน้ำมันถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง รวมถึงกรณีที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจลดลงจากประมาณการเดิมที่ 1.7% เหลือเพียง 1.1% ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้นโยบายดอกเบี้ยไม่สามารถปรับลดลงได้ตามที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจเกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของหลายอุตสาหกรรม โดยประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดมีโอกาสปรับลดลงจากระดับ 94 บาท เหลือประมาณ 91 บาท
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอนสูง แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดในสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงและรอความชัดเจนของสถานการณ์ พร้อมทั้งพิจารณาเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL, บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA, บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL และบริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ ขณะที่นักลงทุนระยะยาวสามารถทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงหรือหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด เช่น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP, บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย หรือมีสัญญาณการเจรจาหยุดยิง ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนควรพิจารณาขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ปรับตัวขึ้นมามาก และหมุนเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูง ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวแรง เช่น กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มสายการบินและการท่องเที่ยว กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าจากตะวันออกกลาง