EGCO เดินเกมรุกปี 69 ลงทุน 3 หมื่นล้าน เร่งปิดดีลพลังงานใหม่ รับกระแส “ดาต้าเซ็นเตอร์-AI”

EGCO กางแผนปี 2569 ลุยลงทุน 30,000 ล้านบาท ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ โฟกัสตลาดสหรัฐฯ ตั้งเป้าปิดดีลใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ รับดีมานด์ไฟฟ้า Data Center–AI พร้อมมีกำลังผลิตในมือ 6,844 เมกะวัตต์ หนุนการเติบโตระยะยาว


นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ ๆ ทำให้เราต้องมีความยืดหยุ่นอย่างแข็งแกร่งในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดย EGCO Group ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินงานอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ “POWER4” ซึ่งประกอบด้วยภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่

Profitability and Performance Energizing เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดของธุรกิจ Data Center ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง

Portfolio Optimization บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบริหารสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ผ่านกระบวนการ Asset Recycling ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปต่อยอดในโครงการที่มีศักยภาพและสร้างผลตอบแทนสูงกว่าในอนาคต รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา

Proactive Organization Excellence ปรับโครงสร้างองค์กรและยกระดับการบริหารจัดการกระบวนการทำงานเชิงรุกด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

นอกจากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ “POWER4” แล้ว ในเรื่องของการบริหารจัดการองค์ร EGCO Group จะขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “ONE EGCO ONE GOAL” หนึ่งเดียวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การทำงานเป็น Teamwork ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรเชิงรุก มุ่งสร้างเป้าหมายร่วมกัน พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนตามกรอบ ESG เพื่อความยั่งยืนขององค์กรและผลตอบแทนในอนาคต

ในปี 2569 EGCO Group เตรียมงบลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก การแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่าน การลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว 7 ประเทศ โดยเฉพาะตลาดพลังงานในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากความต้องของธุรกิจ Data Center

นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปี 2569 ทั้งจากการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ในสหรัฐอเมริกาเป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38%

รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากความต้องการของธุรกิจ Data Center และ AI   ในฟิลิปปินส์เป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ 400 เมกะวัตต์ ในอินโดนีเซียเป็นการขยายการลงทุนของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group

สำหรับการลงทุนในประเทศ มีความก้าวหน้าของโครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 โดย EGCO Group อยู่ระหว่างการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งประกอบด้วย PPA กับ กฟผ. (SPP) 10 โครงการ และ PPA กับ กฟภ. (VSPP) 1 โครงการ คาดว่า PPA ทั้งหมดจะลงนามเรียบร้อยภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 และการก่อสร้างโครงการแรกจะเริ่มกลางปี 2570 โดยจะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571-2573

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษานโยบาย Direct PPA ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการลงทุนของธุรกิจ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ ในขณะที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) อยู่ระหว่างการติดตามความเป็นไปได้ในการรับไฟฟ้าจากระบบส่ง (Grid)  ของ กฟผ. และการหารือกับลูกค้า Data Center ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการลงทุนในพื้นที่นิคมฯ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก

ยิ่งไปกว่านั้น EGCO Group ยังอยู่ระหว่างการหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมในรูปแบบโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายตรง (Independent Power Supply: IPS) และการขายไฟฟ้าผ่าน Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า Data Center ในพื้นที่นิคมฯ ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ EGCO Group ใน “ระดับที่จำกัด” เนื่องจากโครงการที่มี PPA ค่าเชื้อเพลิงมีกลไกส่งผ่านค่าเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า (Off-taker) ในขณะที่โครงการ ที่ขายไฟฟ้าใน Pool Market ค่าไฟฟ้าจะสะท้อนค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีการสำรองเชื้อเพลิงที่เพียงพอและมีระบบขนส่งที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางความขัดแย้งโดยตรง ทำให้มั่นใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะไม่หยุดชะงัก รวมทั้งบริษัทมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย (Diversified Portfolio) ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า (Renewable & Conventional) และธุรกิจอื่น ๆ ช่วยลดการกระจุกตัวของความเสี่ยง EGCO Group ยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง

พร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลก แม้ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานอาจได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก แต่พื้นฐานของ EGCO Group ยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบในเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ

“EGCO Group เชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ “POWER4” จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน พร้อมนำพาองค์กรก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำทั้ง 3 ระยะ และมีความเชื่อมั่นในพลัง ONE EGCO ที่จะเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส EGCO Group ไม่ได้มองแค่ผลสำเร็จในระยะสั้น แต่เรามุ่งหวังที่จะสร้าง ONE GOAL คือความมั่นคงที่ยั่งยืนและสมดุล เพื่อส่งต่อพลังงานให้สังคมและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับนักลงทุนต่อไป” นายธวัชชัย กล่าว

นายธวัชชัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้วเห็นว่า ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยบริษัทมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ประกอบกับพอร์ตการลงทุนของกลุ่มกระจายอยู่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวม 7 ประเทศ ซึ่งโดยทำเลที่ตั้งของโครงการไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจไฟฟ้าของ EGCO Group ส่วนใหญ่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีกลไกส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า (Offtaker) ขณะที่บางส่วนเป็นการขายไฟฟ้าเข้าสู่ตลาด Pool Market ซึ่งสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังมีการสำรองเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการผลิต และมีระบบขนส่งเชื้อเพลิงที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางความขัดแย้งโดยตรง เช่น โรงไฟฟ้าในเกาหลีใต้ที่ใช้ LNG จากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางโดยตรง จึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังอยู่ในวงจำกัด

อีกทั้ง EGCO Group ยังมีความหลากหลายของการลงทุน ทั้งในมิติของประเภทเชื้อเพลิง กลุ่มธุรกิจ และประเทศที่เข้าไปลงทุน รวมถึงยังมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและโครงสร้างทางการเงินมั่นคง พร้อมรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้อจนส่งผลต่อภาพรวมพลังงานโลกในระยะถัดไป

นายธวัชชัย ระบุว่าต่อว่า EGCO วางงบลงทุนปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายการลงทุนทั้งในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ (M&A) และการพัฒนาโครงการใหม่ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยมุ่งเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาว

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายเข้าลงทุนในโครงการใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ โดยให้ความสำคัญกับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนใน สหรัฐอเมริกา เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา หากสามารถปิดดีลได้ บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ทันที แม้ในปีแรกอาจยังรับรู้ได้ไม่เต็มปี โดยคาดว่าภาพรวมรายได้ในปี 2569 จะเติบโตดีกว่าปีก่อน จากการลงทุนใหม่และการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่เข้าลงทุนไปก่อนหน้านี้

ในด้านแหล่งเงินทุนสำหรับงบลงทุนดังกล่าว บริษัทระบุว่า ส่วนหนึ่งจะมาจากเงินสดในมือซึ่งมีอยู่มากกว่าครึ่งของวงเงินลงทุน ขณะที่อีกส่วนจะมาจากเงินกู้จากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ และอาจมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม แหล่งเงินทุนหลักยังคงเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

สำหรับแนวโน้มต้นทุนทางการเงินจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวลดลง นายธวัชชัยอธิบายว่า เงินกู้เดิมของบริษัทส่วนใหญ่ได้ล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้แล้ว จึงไม่ได้รับผลบวกทันทีทั้งพอร์ต แต่เงินกู้ใหม่จะมีต้นทุนลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างมากและมีหนี้สกุลดอลลาร์ในสัดส่วนสูง จึงได้รับอิทธิพลจากนโยบายดอกเบี้ยของ Federal Reserve มากกว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ขณะเดียวกัน ในส่วนของโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบ RE Big Lot รอบที่ 2 ในประเทศไทย บริษัทได้รับโครงการรวม 11 โครงการ กำลังการผลิตรวม 448 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) คาดว่าจะลงนามครบภายในไตรมาส 2/2569 ก่อนเริ่มก่อสร้างและทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2571–2573 แม้ว่าจะมีการปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าลงอีก 1 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 2.1578 บาทต่อหน่วย แต่บริษัทประเมินว่าผลกระทบต่อรายได้อยู่ในระดับจำกัดและสามารถบริหารต้นทุนได้

นอกจากนี้ บริษัทมองโอกาสจากธุรกิจ Data Center ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการได้รับอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ Data Center หลายรายเข้ามาเจรจา ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ไปจนถึงระดับ 400–500 เมกะวัตต์ ตามแผนการลงทุน

สำหรับการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center บริษัทวางแผนเป็นสองระยะ โดยระยะแรกจะใช้ไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายเดิม เช่น จาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก่อนจะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมในระยะต่อไป พร้อมกันนี้บริษัทให้ความสนใจโอกาสจากนโยบาย Direct PPA ซึ่งหากมีความชัดเจนด้านกฎระเบียบ จะเปิดโอกาสให้บริษัทเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับกลุ่มลูกค้า Data Center ได้มากขึ้น

ในส่วนของการจัดหา LNG บริษัทระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แม้ปริมาณจะยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากการอนุญาตเดิมพิจารณาจากกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดหา LNG ร่วมกันในกลุ่มผู้ได้รับอนุญาตก็อาจเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือ

นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ บริษัทไม่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนด้วยจำนวนเมกะวัตต์เป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการและผลตอบแทนจากการลงทุน โดยยึดกรอบงบลงทุน 30,000 ล้านบาทเป็นหลัก และพร้อมใช้วงเงินลงทุนเต็มจำนวน หากพบโครงการที่มีศักยภาพและให้ผลตอบแทนเหมาะสม

ทั้งนี้ ปัจจุบัน EGCO Group มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,844 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการใหม่ที่เตรียมทยอยเข้ามาเพิ่มเติมในระยะถัดไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต

พร้อมกันนี้ บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “ONE EGCO ONE GOAL” เพื่อให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลประกอบการ การสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และการส่งมอบคุณค่าแก่สังคมผ่านธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน

Back to top button