
“อิหร่าน” โต้กลับ “สหรัฐ” ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน-ไอที-น้ำจืด หากถูกถล่มเพิ่ม
อิหร่านเตือนจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบผลิตน้ำจืดของสหรัฐฯ และพันธมิตร หากแหล่งพลังงานของอิหร่านถูกโจมตีเพิ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ของอิหร่านประกาศเตือนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ว่า อิหร่านจะพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบผลิตน้ำจืดของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาค หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตีเพิ่มเติม โดยถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่โจมตีและทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง
ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง โดยก่อนหน้านี้อิหร่านเตือนให้มีการอพยพออกจากพื้นที่พลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย หลังแหล่งก๊าซและโรงงานพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ขยายผลกระทบจากเป้าหมายทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของหลายประเทศในภูมิภาคอย่างชัดเจนแล้ว
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือความเปราะบางของระบบผลิตน้ำจืดในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพากระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล หรือ Desalination เป็นแหล่งน้ำหลัก ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำสูงในภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทำให้ระบบผลิตน้ำจืดกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งทางทหาร ในบริบทนี้ การขู่โจมตีระบบน้ำจืดจึงสะท้อนว่าความเสี่ยงของสงครามได้ขยายจากมิติพลังงานไปสู่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและเศรษฐกิจภูมิภาคด้วย ทั้งนี้ ข้อสังเกตเรื่องความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของระบบน้ำจืดเป็นการวิเคราะห์ต่อยอดจากข้อเท็จจริงเรื่องการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการพึ่งพาสาธารณูปโภคสำคัญของภูมิภาค
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามกระทบเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก หลังช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ขณะที่การโจมตีตอบโต้กันระหว่างคู่ขัดแย้งได้เริ่มส่งผลต่อแหล่งผลิตและจุดส่งออกพลังงานหลายแห่งในตะวันออกกลางแล้ว ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

