
ทส. ร่วมจัดประชุม IPCC ครั้งที่ 64 วางโรดแมป AR7 รับมือวิกฤตโลกเดือด
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ร่วมจัดประชุม IPCC ครั้งที่ 64 ดึง 138 ประเทศถกกรอบรายงาน AR7 วางรากฐานวิทยาศาตร์แก้ปัญหาโลกเดือด มุ่งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) เปิดการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (IPCC-64) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมีนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ และตัวแทนรัฐบาลจาก 138 ประเทศ จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 195 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้
การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและขอบเขตของรายงานการประเมินฉบับที่ 7 (AR7) ซึ่งจะเป็นเข็มทิศสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในทศวรรษนี้ โดยรายงานจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ ความเสี่ยง และทางเลือกในการรับมือ พร้อมทั้งจัดทำคู่มือด้านเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Removal Technologies) เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage หรือ CCUS) คู่มือจัดทำบัญชีการปล่อยมลสารที่มีอายุสั้นในบรรยากาศ รวมถึงการพิจารณาโครงการและงบประมาณภายใต้กองทุนทรัสต์ของ IPCC (IPCC Trust Fund)
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม IPCC ครั้งที่ 64 ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ พร้อมกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหาร IPCC นำโดย ศาสตราจารย์ เซอร์ จิม สเกีย (Professor Sir Jim Skea) ประธาน IPCC และนายอับดาลาร์ ม็อกสซิต (Mr. Abdalah Mokssit) เลขาธิการ IPCC ตลอดจนผู้แทนจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญสูงสุดในการหาทางออก
ทั้งนี้ ดร.รวีวรรณ ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) อาทิ การเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงการปรับตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการสร้างระบบเตือนภัยที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน การดำเนินงานทั้งหมดมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Partnership) เพื่อนำพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมยืนยันความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างสังคมโลกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
ด้าน ศาสตราจารย์ เซอร์ จิม สเกีย ประธาน IPCC กล่าวขอบคุณกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ พร้อมย้ำว่ารายงานของ IPCC จะสะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของมนุษยชาติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันความพยายามระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และถือเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างและพัฒนาระบบธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลกอย่างต่อเนื่อง

