“กัณฑรา” ชี้หุ้นไทยแกร่ง! น้ำมันพุ่ง 6 บ. คุ้มรักษาเสถียรภาพการคลัง-กันเสี่ยงเครดิตประเทศ

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” มองขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร แม้กระทบค่าครองชีพระยะสั้น แต่คุ้มค่าเพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังและลดความเสี่ยงต่อเครดิตประเทศ พร้อมองตลาดหุ้นไทยแกร่งกว่าหลายตลาด จากแรงหนุนของหุ้นขนาดใหญ่ และแนะหลีกเลี่ยงหุ้นอิงกำลังซื้อ กลยุทธ์เน้น “ลงแรงซื้อ-ขึ้นแรงขาย”


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (27 มี.ค.69) ว่า กรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร แม้ในเชิงความรู้สึกของประชาชนจะถือเป็นภาระที่หนัก และย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน แต่หากมองในมุมของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ถือเป็นการตัดสินใจที่สะท้อน “วินัยการคลัง” มากกว่าการฝืนอุ้มราคาต่อเนื่องจนสร้างภาระสะสมในระยะยาว

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การอุดหนุนราคาพลังงานยาวนานเกินไป สุดท้ายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นได้อยู่ดี ดังนั้นการยอมรับความจริงตั้งแต่ต้น แม้จะสร้างแรงกระแทกทันทีต่อผู้บริโภค แต่ก็อาจดีกว่าการประวิงเวลาแล้วปล่อยให้ภาระการคลังพอกพูนจนกระทบเสถียรภาพประเทศในภาพรวม

อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ยอมรับว่า การขึ้นราคาน้ำมันในระดับดังกล่าวย่อมกระทบกำลังซื้อของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมีสัดส่วนพอสมควรในรายจ่ายครัวเรือน จึงมีโอกาสเห็นผลกระทบต่อการใช้จ่ายสินค้าและบริการ ซึ่งสะท้อนไปยังหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ อุปโภคบริโภค ขนส่ง และร้านอาหารได้ชัดเจน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มองว่าหลังจากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นเพื่อรักษาวินัยการคลังแล้ว รัฐบาลยังมีโอกาสออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายหรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อประคองผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่ทำลายฐานะการคลังมากเกินไป

นักวิเคราะห์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันแพง แต่คือกรณีที่ฐานะการคลังของประเทศอ่อนแอลงจนกระทบอันดับความน่าเชื่อถือ หากเกิดการถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งขึ้นมา ผลเสียจะรุนแรงกว่ามาก เพราะจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและเอกชนสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนหรือขายสินทรัพย์ไทยออก และความเชื่อมั่นที่สร้างขึ้นมาจะใช้เวลานานกว่าจะฟื้นกลับมา

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดเงินและตลาดทุนเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งการลงทุนใหม่ การระดมทุนของภาคธุรกิจ และต้นทุนทางการเงินในระบบ โดยหลักในทางการเงิน เมื่อความเสี่ยงของประเทศเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทั้งอัตราดอกเบี้ยและ Valuation ของตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดัน

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า แม้ประชาชนจะต้องรับภาระจากการขึ้นราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่ก็ยัง “คุ้มเสีย” กว่าการนำเสถียรภาพทางการคลังและเครดิตของประเทศไปแลก เพราะหากประเทศถูกลดความน่าเชื่อถือ ผลกระทบจะลึกและกว้างกว่ามากทั้งต่อเศรษฐกิจไทย นักลงทุน และประชาชนในวงกว้าง

ด้านมุมตลาดหุ้นไทยนักวิเคราะห์มองว่าดัชนี SET ยังถือว่าแข็งแรงกว่าหลายตลาดเมื่อเทียบกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมชี้ว่าการอ่อนตัวของตลาดในช่วงที่ผ่านมา “ลงน้อยกว่าที่คาด” และยังมีแรงพยุงจากหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่ม

ปัจจัยหนุนสำคัญของตลาดไทยในระยะนี้อยู่ที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงไฟฟ้า ตลอดจนหุ้นพลังงาน ซึ่งยังสามารถช่วยประคองดัชนีได้ ขณะที่หุ้นบางตัวที่มีน้ำหนักสูงในตลาด แม้มีผลต่อดัชนีมาก แต่ภาพรวมยังไม่สะท้อนภาวะอ่อนแอของตลาดในวงกว้าง

นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากดัชนีไม่หลุดระดับ 1,439 จุด ยังมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1,454 จุดได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมของตลาดหุ้นไทยในปีนี้เปลี่ยนจากปีก่อน โดยจากเดิมที่มีลักษณะ “อยากลง” กลายเป็นภาพของตลาดที่ “อยากขึ้น” มากกว่า แม้จะยังต้องเผชิญความผันผวนเป็นระยะจากปัจจัยภายนอก

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ นักวิเคราะห์แนะให้หลีกเลี่ยงการรีบเข้าเก็บหุ้นที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อและต้นทุนพลังงาน เช่น กลุ่มบริโภค ไฟแนนซ์ ขนส่ง และอาหาร เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ก็อาจกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวซ้ำอีกระลอก

ในทางกลับกัน มองว่าควรให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีลักษณะ Defensive หรือสามารถส่งผ่านต้นทุนได้ เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร รวมถึงหุ้นที่อิงปัจจัยเฉพาะตัวและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะสงครามหรือราคาน้ำมัน เพื่อใช้เป็นที่พักเงินในภาวะที่ตลาดยังมีความผันผวนสูงเช่น MEGA

ส่วนกลยุทธ์ระยะสั้นยังคงเน้นการลงทุนแบบ “เล่นรอบ” คือซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวแรงใกล้แนวรับ และทยอยขายเมื่อรีบาวด์แรง เนื่องจากมองว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศยังสูง โดยเฉพาะประเด็นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งตลาดยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Back to top button