
1 เดือนโลกป่วน! อนุทินยัน “น้ำมันพอ-ของไม่แพง” พร้อมรอรัฐบาลใหม่เดินเกม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงแนวทางรับมือวิกฤตโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อครบ 1 เดือน โดยย้ำว่ารัฐบาลเร่งดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคุมราคาสินค้า และเดินหน้าประคองค่าครองชีพ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมงาน “Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก-แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” พร้อมแถลงแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยืดเยื้อมานาน 1 เดือน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเกิดภาวะตึงตัวในหลายพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องปรับมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารสถานการณ์ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การต่างประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประคับประคองผลกระทบด้านค่าครองชีพและดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุด
นายอนุทิน ยอมรับว่า ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม รัฐบาลได้ตัดสินใจตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเปิดโอกาสให้สังคมได้ปรับตัว เนื่องจากในระยะแรกประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งอาจไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มลากยาว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทยอยปรับมาตรการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินการในระยะต่อไปจะมุ่งลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและดูแลระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างเต็มที่
ในด้านการดูแลเสถียรภาพพลังงาน นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลยังคงใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ได้ปรับลดระดับการอุดหนุนจากเดิมลิตรละ 24 บาท เหลือลิตรละ 16 บาท เพื่อบรรเทาภาระของกองทุน และทำให้ราคาน้ำมันในประเทศใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบนำน้ำมันออกไปจำหน่ายนอกประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการยุติการตรึงราคายังช่วยลดพฤติกรรมกักตุน และบรรเทาปัญหาน้ำมันขาดแคลนเฉพาะจุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำหรับใช้ภายในประเทศยังคงมีเพียงพอ โดยในภาวะปกติประเทศไทยใช้น้ำมันประมาณ 64-67 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ในช่วงวิกฤตปริมาณการใช้พุ่งขึ้นเกิน 80 ล้านลิตรต่อวันจากความวิตกกังวลของประชาชน ส่วนกำลังการผลิตและการกลั่นของประเทศอยู่ที่ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน จึงทำให้เกิดภาวะตึงตัวชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว และรัฐบาลได้เร่งบริหารจัดการทั้งด้านสต๊อก การขนส่ง และการกระจายน้ำมัน เพื่อให้การให้บริการกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้เร่งเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขนส่งน้ำมันและสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะการประสานงานจนทำให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถเดินทางผ่านเส้นทางสำคัญได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้ความกังวลด้านโลจิสติกส์และการนำเข้าสินค้าปรับลดลง ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองจากเดิม 62 วัน เป็น 100 วัน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับกรณีที่สถานการณ์อาจยืดเยื้อออกไป
สำหรับแนวทางขอความร่วมมือจากภาคประชาชน นายอนุทินระบุว่า หากแต่ละครัวเรือนสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้เพียงวันละ 1 ลิตร จะช่วยลดการใช้น้ำมันรวมได้ 10 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณชดเชยได้ราว 200 ล้านบาทต่อวัน และประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายได้อีกประมาณ 400 ล้านบาทต่อวัน หรือรวมเป็นมูลค่าราว 600 ล้านบาทต่อวัน พร้อมย้ำว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ให้ติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนตามสถานีบริการ โดยเฉพาะบนเส้นทางสายหลักที่ประชาชนใช้เดินทางกลับภูมิลำเนา
ในส่วนของการดูแลค่าครองชีพ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก ผ่านการขยายรายการสินค้าควบคุมจาก 66 รายการ เป็นเป้าหมาย 71 รายการ รวมถึงเตรียมนำสินค้าในโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ออกจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดสูงสุดประมาณ 25% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน
ขณะเดียวกัน นายอนุทินเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมหลายด้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิต การเพิ่มสวัสดิการ การชดเชยต้นทุนน้ำมันให้ภาคขนส่ง การช่วยเหลือเกษตรกรด้านปุ๋ย การสนับสนุนภาคประมงด้านพลังงาน ตลอดจนการจัดวงเงินสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้จะสามารถเดินหน้าได้เต็มรูปแบบเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ารับหน้าที่อย่างสมบูรณ์
นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่มีความคืบหน้าแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า หลังการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครบถ้วน โดยเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว จะสามารถใช้อำนาจเชิงนโยบายและงบประมาณได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและดูแลเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง

