“เอกชน” ชี้โครงสร้างส่งออกไทยเสี่ยง แนะพลิกโมเดลเศรษฐกิจใหม่

ภาคเอกชนชี้ส่งออกไทยเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากปัจจัยภายนอกและห่วงโซ่อุปทานโลก เร่งปรับเศรษฐกิจ ยกระดับการผลิต กระจายตลาด และเสริมสภาพคล่องฐานรากรับความผันผวน


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (31 มี.ค. 2569) ว่า ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ใน Session 3 หัวข้อ “15% Survival Strategy: Unlocking Liquidity and Restructuring Thai Economy from Inside-Out” กลุ่มผู้แทนภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอเชิงนโยบาย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงปี 2567–2568 เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากทั้งปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับสูงขึ้น และแรงกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยขยับอันดับประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ จากอันดับ 11 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับ 7 ในปี 2568 ด้วยมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีและนโยบายการค้า

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการค้าเริ่มสะท้อนความผิดปกติ โดยแม้มูลค่าส่งออกและการนำเข้าจากจีนจะขยายตัวสูง แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ขยายตัว ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกจับตาในประเด็นการเป็นทางผ่านของสินค้า (Transshipment)

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น โดยค่าขนส่งบางเส้นทางเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,200–1,300 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็นมากกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ รวมถึงค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้ภาระหนี้สาธารณะระดับสูงกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจนำไปสู่การใช้นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า

ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยขยายตัวเฉลี่ย 12.9% จากการเร่งส่งออก (Front-loading) ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่สอดคล้องกับ MPI ที่ยังทรงตัว สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า ทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (NTBs) รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต

นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน

ขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้ของภาครัฐยังสะท้อนข้อจำกัด โดยมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีประมาณ 11–12 ล้านราย แต่มีผู้เสียภาษีจริงเพียงราว 4 ล้านราย

ภาคเอกชนจึงเสนอให้ขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตร การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า การค้า และสุขภาพ

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไก “Supply Chain Financing” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจฐานรากไทยท่ามกลางวิกฤตซ้อน ทั้งโควิด-19 สงคราม และราคาพลังงานโลกที่ผันผวน โดยเสนอให้ “นิยามใหม่” ของเศรษฐกิจฐานรากครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า SMEs ไปจนถึงแรงงานอิสระ ที่มีบทบาทเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

รายงานระบุว่า ปัญหาสำคัญหรือ “จุดตาย” ของระบบเศรษฐกิจฐานราก อยู่ที่ช่องว่างความเข้าใจระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการ โดยฝั่งธนาคารยังใช้เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงแบบตายตัว ขณะที่ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวทันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นข้อจำกัด

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเสนอแนวทางเปลี่ยน “จุดตาย” เป็น “จุดเปลี่ยน” ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาแรงงาน และปรับโครงสร้างต้นทุน ควบคู่กับการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคธุรกิจในการหาแนวทางฟื้นตัวร่วมกัน

ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญภาวะชะลอตัวและแนวโน้ม De-globalization ไทยยังมีศักยภาพจากทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การผลิตเพื่อใช้ภายในและสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากได้

ธนาคารออมสินย้ำบทบาทสถาบันการเงินเพื่อสังคม โดยยึดหลัก “การพึ่งพาอาศัยกัน” ระหว่างธนาคารและลูกค้า ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสม และการสร้างวินัยทางการเงินของผู้กู้ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฎฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยมีมูลค่าคงค้างรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบ้านมือสองประมาณ 1 ล้านล้านบาท และบ้านใหม่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

อัตราการดูดซับอยู่ที่ 1.3–1.4% ทำให้ต้องใช้เวลานานเกือบ 6 ปีในการระบายสต็อก ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง 11% โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 15%

ธอส.จึงดำเนินกลยุทธ์ “3T” เพื่อขยายการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผ่านวงเงินสนับสนุนกว่า 75,000 ล้านบาท พร้อมใช้ Alternative Credit Scoring เพื่อรองรับกลุ่มอาชีพอิสระ

สำหรับปี 2569 ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 240,000–250,000 ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจในระดับ 1.5–2.5 เท่า โดยยังคงมีบทบาทในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน

Back to top button