
SMO ปักธงปี 69 รายได้โต 10% โชว์ความพร้อมรับรัฐปรับสูตร B10-B20
"กลุ่มสมอทอง” เตรียมพร้อมกำลังการผลิต หากรัฐปรับสูตร “ไบโอดีเซล” เป็น B10 และ B20 ประเมินช่วยหนุนดีมานด์ในประเทศ ส่วนโรงงานใหม่สาขาพนมกดสวิตช์เดินเครื่องเม.ย.นี้ รับฤดูปาล์ม peak season ลุ้นรายได้ปี 69 โตเกินเป้า
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างยิ่งในด้านกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ หากรัฐบาลมีนโยบายดำเนินมาตรการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซลเป็น B10 และ B20 จากเดิมที่ใช้ B5 ในปัจจุบัน โดยปัจจุบันโรงงานสาขาพนมกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตมากกว่าร้อยละ 90 ในช่วงฤดูกาลที่จะมาถึงในเดือนเมษายนนี้ ขณะที่สาขาท่าชนะ สาขาเอ แอล ปาล์ม (ชุมพร) และสาขาสระบุรี ได้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว ส่วนโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้าง
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 315 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง ประกอบด้วย สาขาท่าชนะ 75 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง สาขาพนม 150 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง (รวมกำลังการผลิตใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง) สาขาชุมพร เอ แอล ปาล์ม 60 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง และสาขาสระบุรี 30 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้จะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ถึง 270,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณไบโอดีเซลได้มากกว่า 270 ล้านลิตร (ปริมาณการผลิตไบโอดีเซลขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต ซึ่งแต่ละสูตรอาจให้ผลผลิตไม่เท่ากัน ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นการประมาณการเบื้องต้นเพื่อให้เข้าใจง่าย) ซึ่งหากรัฐบาลปรับสูตรไบโอดีเซลโดยหันมาสนับสนุน B10 และ B20 เมื่อคำนวณจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศปัจจุบันที่ประมาณ 65-75 ล้านลิตรต่อวัน หรือเฉลี่ยราว 70 ล้านลิตรต่อวัน จะส่งผลให้ความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น จากสัดส่วน B5 ในปัจจุบันที่มีความต้องการ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 7 ล้านลิตรต่อวันสำหรับสัดส่วน B10 และเพิ่มเป็น 14 ล้านลิตรต่อวันสำหรับสัดส่วน B20 อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลอาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมดในคราวเดียว โดยอาจปรับเป็น B20 เฉพาะส่วนที่นำไปใช้กับเครื่องยนต์ทางการเกษตรและภาคขนส่งเครื่องจักรหนัก ส่วนภาคการบริโภคทั่วไปยังต้องติดตามนโยบาย B10 ต่อไป
บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครื่องจักรและการจัดซื้อวัตถุดิบในทุกสาขา เพื่อรองรับฤดูกาลปาล์มที่จะออกสู่ตลาดในเดือนเมษายนนี้เป็นอย่างดี โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 3-5 ขณะที่กำลังการผลิตรวมของทั้งอุตสาหกรรมในประเทศ คาดว่าจะมีน้ำมันปาล์มดิบเพียงพอสำหรับการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B7 มาเป็น B10 หรือ B20 ในภาคการขนส่งได้อย่างแน่นอน สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวทีระดับโลก สืบเนื่องจากการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันปาล์มจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมี และเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ก้าวเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero มากยิ่งขึ้น
ในส่วนของความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 จากปี 2568 หรืออยู่ที่ประมาณ 21-22 ล้านตัน (ยังไม่นับรวมกรณีหากมีการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซล) ส่วนฝั่งการบริโภคคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2-3 โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยว ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.5-2 เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทั้งนี้ ประเทศไทยเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักและส่งออกเฉพาะส่วนที่เกินจากความต้องการ ซึ่งแตกต่างจากอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เน้นการส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศ
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายรายได้และกำไรสุทธิเติบโตที่ระดับร้อยละ 10 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมประมาณการหากมีการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซลเข้ามาเพิ่มเติม หลังจากในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึงร้อยละ 53 และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 678.89 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึงร้อยละ 161 ซึ่งถือเป็นระดับรายได้และกำไรที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

