“สุเชษฐ์” ชี้ SET ผันผวน แนะเก็งกำไรรายตัว ชู 5 หุ้นเทคนิคสวย-พื้นฐานแกร่ง

“สุเชษฐ์” มอง SET ผันผวนจากปัจจัยนอก เน้นเก็งกำไรรายตัวตามเทคนิค ชู TLI–PTT–AWC–EGCO–NCAP เด่น ทั้งจังหวะรีบาวด์และพื้นฐานแกร่ง


นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 7 เม.ย.69 ว่า สถานการณ์ตลาดทุนในปัจจุบันอยู่ในสภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากความผันผวนภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำคือการรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้นไว้ที่ประมาณ 50% ของพอร์ตโฟลิโอ และหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจนกว่าปัจจัยต่างประเทศจะมีความชัดเจน

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีแนวต้านสำคัญที่ 1,472 จุด และแนวรับที่ 1,450 จุด หากหลุดระดับนี้จะมีแนวรับถัดไปที่ 1,445 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น นายสุเชษฐ์แนะนำให้นักลงทุนเลือกเก็งกำไรหุ้นเป็นรายตัวตามปัจจัยเฉพาะและจังหวะทางเทคนิค โดยมอง

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ปิดที่ 10.70 บาท มีแนวรับบริเวณ 10.50 บาท และแนวต้านที่ 11.70–12.00 บาท โดยเริ่มเห็นสัญญาณกลับตัว (Reversal) หลังจากก่อนหน้านี้เคยปรับขึ้นไปแตะระดับ 13 บาท ขณะที่ผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ดี

ด้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปิดที่ 34.25 บาท มีแนวรับที่ 34.00 บาท และแนวต้านที่ 36.75 บาท โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีโอกาสรีบาวด์ โดยระดับราคาปัจจุบันยังถือเป็นจุดเข้าลงทุนที่มีความเสี่ยงจำกัด

ส่วนบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ปิดที่ 2.16 บาท มีแนวรับ 2.00 บาท และแนวต้าน 2.40 บาท โดยยังคงเคลื่อนไหวตามปัจจัยบวกของกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและเน้นการเก็งกำไร

ขณะที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO แม้ไม่มีการระบุราคาปัจจุบัน แต่มีแนวรับที่ 107.00 บาท และแนวต้านที่ 120.00 บาท โดยเน้นการลงทุนระยะยาวจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและสามารถถือครองได้ในระยะยาว

บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP ปิดที่ 2.48 บาท มีแนวรับ 2.40 บาท และแนวต้าน 2.60–2.70 บาท โดยจัดเป็นหุ้นที่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุดระดับแนวรับ 2.40 บาท แนะนำให้ตัดขาดทุนทันทีเพื่อลดความเสี่ยง

กลุ่มพลังงานโดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่น ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผชิญแรงกดดันจากประเด็นเชิงนโยบาย หลังมีรายงานว่าภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาใช้พระราชกำหนดปี 2561 เพื่อขอส่วนแบ่งกำไรจากผู้ประกอบการโรงกลั่น หรือแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการ “รีดกำไร” ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มดังกล่าว

ทั้งนี้ ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตลอดช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนการรับรู้ข่าวล่วงหน้าของตลาด แม้ผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 จะยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีการประเมินว่าแรงกดดันจากนโยบายอาจเริ่มส่งผลต่อกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาทิ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ยังคงเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวโดดเด่นในดัชนี SET100 โดยราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ (New High) สอดคล้องกับแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยพื้นฐานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มธนาคาร ซึ่งมีกำหนดเริ่มตั้งแต่ช่วงวันที่ 16–20 เมษายนนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจจำกัดการเติบโตของผลประกอบการในระยะถัดไป

Back to top button