“บีโอไอ” ไฟเขียว “อีซูซุ” อัดงบ 1.5 หมื่นล้าน ยกระดับฐานผลิตรับ Euro 6

บีโอไออนุมัติ “อีซูซุ” ลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท ปรับสายการผลิตสู่ระบบอัตโนมัติ ใช้พลังงานสะอาด พร้อมพัฒนารถรองรับมาตรฐาน Euro 6 ตอกย้ำไทยฐานผลิตหลักของโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 เม.ย.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ผ่านการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในสายการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะให้รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน

การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการปรับปรุงสายการผลิตในกระบวนการสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การเชื่อมประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ทั้งคัน โดยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้แข่งขันได้ในระดับสากล

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM)

การยกระดับดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นผู้ผลิตรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์รายสำคัญของไทย โดยเริ่มลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2506 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่นมาไทยในปี 2545 และย้ายงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มาอยู่ในประเทศไทยในปี 2553 ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตและพัฒนารถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก

ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 385,000 คันต่อปี จ้างงานกว่า 6,000 คน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% สะท้อนความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

พร้อมกันนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย มีมูลค่ารวมมากกว่าร้อยละ 10 ของ GDP และมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท สร้างการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน

ในปี 2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้กว่า 1.45 ล้านคัน และส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปกว่า 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะในเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Back to top button