
ASPS เปิดหุ้นเด่นรับ “น้ำมันลด-นโยบายรัฐ” ชูค้าปลีก-ขนส่ง-เช่าซื้อ-ท่องเที่ยว นำทัพ
บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นรับข่าวดี "สหรัฐฯ-อิหร่าน" พักรบ 2 สัปดาห์ กดน้ำมันดิ่งหนัก จับตารัฐบาลใหม่ไฟเขียวลดดีเซล 2.14 บาท-คลอดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชูหุ้นกลุ่มค้าปลีก-ขนส่ง-เช่าซื้อ-ท่องเที่ยว เป็นหัวหอกฟื้นตัวแรงรับผลประโยชน์ 2 เด้ง
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายจากภาวะสงคราม หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลง “หยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์” ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT และ WTI ร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 10% จนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับลงที่แรงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 การลดลงของราคาน้ำมันได้หนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดการเงิน โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นถึง 2.5% นำโดยกลุ่มเรือสำราญ (CCL +11.2%) กลุ่มการบิน (UAL +7.9%)
และกลุ่มชิปหน่วยความจำ (SNDK +9.9%) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่าสถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางและไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง เนื่องจากอิหร่านยังมีมาตรการห้ามเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีเลบานอน ซึ่งอาจทำให้สงครามปะทุและกดดันตลาดได้อีกครั้งหากมีการละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงส่งสัญญาณตึงตัว (Hawkish) โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% เพื่อรอดูผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสงครามและอัตราเงินเฟ้อ
การเมืองชัดเจน หนุนตลาดหุ้นไทยแกร่งสวนกระแสโลก
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2569 ถือว่าทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 225 จุด ล่าสุดยืนอยู่ระดับ 1,486 จุด ปัจจัยขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากต่างประเทศ แต่มาจากความเชื่อมั่นในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในประเทศ ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การแถลงนโยบายของรัฐบาลในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัล, การลดหย่อนภาษี (E-RECEIPT), การกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการอุดหนุนค่าที่พักและการขยายฟรีวีซ่า รวมไปถึงข่าวดีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2.14 บาทต่อลิตรในทุกปั๊ม มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยชะลอเงินเฟ้อและพยุงกำลังซื้อของประชาชนได้อย่างมาก
ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าไทย ชูกลยุทธ์เก็บหุ้น Domestic Play ทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงได้หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ ช่วยเร่งให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท และเข้าตลาดหุ้นอีก 2.7 พันล้านบาท
บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้เน้นหุ้นที่ฟื้นตัวแรงและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลรวมถึงต้นทุนพลังงานที่ลดลง ได้แก่
1.กลุ่มขนส่ง–โลจิสติกส์ ได้แก่ AAV, BA, THAI, SJWD รับอานิสงส์เต็มที่จากราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลง ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
2.กลุ่มค้าปลีก–ค้าส่งและโรงแรม ได้แก่ CPALL, CPAXT, CPN, ERW, MINT ได้ประโยชน์จากต้นทุนกระจายสินค้าที่ลดลงและกำลังซื้อที่ฟื้นตัว
3.กลุ่มเกษตรและอาหาร ได้แก่ CPF, CBG, ICHI ต้นทุนการขนส่งและการเกษตรลดลง
4.กลุ่มเช่าซื้อ ได้แก่ MTC, TIDLOR, SAWAD ได้รับเงินหมุนเวียนจากมาตรการอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง รวมถึงได้อานิสงส์จากบอนด์ยีลด์ที่ลดลงโดยให้หุ้น CPALL, GULF และ CBG เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: ฝ่ายวิจัยแนะนำ 2 ธีมเด่นสำหรับการลงทุนต่างประเทศ ได้แก่
1.มหกรรมฟุตบอลโลก FIFA WORLD CUP 2026 (สหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดาเป็นเจ้าภาพ): แนะนำหุ้นกลุ่มเบียร์ ANHEUSER-BUSCH INBEV (ABI BB), เครื่องดื่ม COCA COLA (KO US), แพลตฟอร์มท่องเที่ยว EXPEDIA (EXPE US) และโรงแรม MARRIOTT (MAR US)
2.กลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory): จากการคาดการณ์ของ TrendForce ที่ระบุว่าราคาชิป NAND จะปรับตัวขึ้นถึง 70% QoQ ในไตรมาส 2 แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: SNDK23

