บล.พาย ชี้ CPALL กำไร Q1 แตะ 8 พันลบ. อานิสงส์ 7-Eleven โตต่อ เคาะเป้า 61 บาท

บล.พาย มอง CPALL มีลุ้นกำไรไตรมาส 1/2569 แตะ 8,000 ล้านบาท รับแรงหนุนยอดขายสาขาเดิมของ 7-Eleven โต 1% พร้อมขยายสาขาต่อเนื่อง ดันมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้น พร้อมแนะซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 61 บาท ปันผล 1.65 บาทต่อหุ้น


บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีแนวโน้มรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ซึ่งคาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) จะเติบโต 1.0% แม้กำไรจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ยังเผชิญแรงกดดันจากอัตรากำไรของธุรกิจค้าปลีกภายใต้ Lotus’s ที่อ่อนตัวลง

ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ 7-Eleven ในไตรมาสแรกของปีนี้ มาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น การใช้จ่ายในช่วงการเลือกตั้ง การออกสินค้าใหม่ และการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังมีการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเพิ่มเติม ส่งผลให้สามารถจำหน่ายได้ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภคได้มากขึ้น

ด้านประสิทธิภาพการขาย คาดว่ายอดขายต่อบิลในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ 88 บาทต่อบิล ทรงตัวจากปีก่อน ขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันคาดเพิ่มขึ้นเป็น 968 คน จาก 963 คนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากสัดส่วนยอดขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11% ของยอดขายรวม

ขณะเดียวกัน CPALL ยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเปิดสาขาใหม่ 175 แห่งในช่วงไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ส่งผลให้จำนวนสาขารวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 เพิ่มเป็น 16,120 สาขา สะท้อนการขยายเครือข่ายเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

โครงสร้างรายได้ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีทิศทางดีขึ้น โดยสัดส่วนรายได้จากกลุ่มอาหารคาดเพิ่มเป็น 76.3% ในไตรมาส 1/2569 จาก 76.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าอาหารพร้อมรับประทานมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มสินค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ในด้านความสามารถทำกำไร คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อจะเพิ่มขึ้น 20 basis points จากปีก่อน มาอยู่ที่ 28.1% โดยได้แรงหนุนจากอัตรากำไรของสินค้ากลุ่มอาหารที่เพิ่มเป็น 27.6% จาก 27.4% และอัตรากำไรของสินค้านอกกลุ่มอาหารที่ขยับขึ้นเป็น 29.5% จาก 29.3% อย่างไรก็ตาม การอ่อนตัวของอัตรากำไรขั้นต้นของ CPAXT ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมของ CPALL คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อน

ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คาดเพิ่มขึ้นเป็น 28.8% ในไตรมาส 1/2569 จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงขึ้นตามกิจกรรมส่งเสริมการขาย แม้บริษัทจะยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านอื่นได้ดี อาทิ การบริหารการใช้ไฟฟ้าภายในสาขา ขณะที่ฝั่ง CPAXT มีแนวโน้มควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายในงบรวมของ CPALL คาดว่าจะทรงตัวที่ 19.9%

สำหรับผลการดำเนินงานของ CPAXT ในไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะลดลง 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันของธุรกิจค้าปลีก Lotus’s แม้ธุรกิจค้าส่ง Makro ยังเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม

ทั้งนี้ CPALL มีกำหนดประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้มูลค่าพื้นฐานที่ 61.00 บาท อิงวิธี PE Multiple ที่ระดับ 18 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ไทย พร้อมมองว่าหุ้นยังมีความน่าสนใจ จากการซื้อขายปัจจุบันที่ประมาณ 14 เท่าของกำไรปี 2569 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรา 1.65 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เมษายน 2569 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 3.5% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหุ้นในเชิง Valuation มากขึ้น

ในระยะถัดไป นักวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มยอดขายสาขาเดิมของ 7-Eleven จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยฤดูกาลที่อากาศร้อนขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารปริมาณสินค้าและเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Back to top button