“กรภัทร” ชี้ SET ไซด์เวย์ดาวน์ ดีเซลพุ่งฉุดค้าปลีก ลุ้นสงครามจบ พ.ค. ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

“กรภัทร วรเชษฐ์” ประเมิน SET Index ผันผวนตามปัจจัยตะวันออกกลางและดีเซลพุ่ง กระทบกลุ่มค้าปลีก-ไฟแนนซ์ แต่หนุนปิโตรเคมี-โรงกลั่น ชี้หากสงครามจบก่อน พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเลือกตั้งขั้นต้นของสหรัฐ จะสามารถดึงฟันด์โฟลว์เข้ามาเหมือนในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ให้แนวรับวันนี้ 1,440 จุด และแนวต้าน 1,466 จุด


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (26 มีนาคม 2569) ว่า ปัจจุบันตลาดได้รับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยในส่วนของปัจจัยภายนอกเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น เริ่มเห็นความพยายามในการเจรจาหาทางออกเพื่อยุติข้อพิพาท ทั้งผ่านตัวกลางและทางตรง ซึ่งต้องใช้เวลาในการหาจุดลงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะยังคงแกว่งตัว แต่หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม ราคาน้ำมันอาจไม่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High)

ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแกว่งตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) เริ่มทรงตัว ตลาดจึงอยู่ในสภาวะแกว่งตัวเพื่อรอพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน หรือลากยาวเกินสิ้นเดือนเมษายน จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) และกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากหลายประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรอง (Inventory) เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กรณีที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรนั้น มองว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงาน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้แบกรับภาระอุดหนุนมาโดยตลอดจนกระทบต่อสถานะการคลังและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากฝืนตรึงราคาต่อไปจะเป็นความเสี่ยงในระยะยาว การปรับขึ้นราคาครั้งนี้อาจสร้างความตกใจต่อภาพรวมและทำให้บรรยากาศการลงทุนผันผวนจนตลาดเกิดการพักฐาน แต่เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์จริง

ส่วนของผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและทิศทางราคาหุ้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะกระทบต่อกำลังซื้อและต้นทุนการดำรงชีพโดยตรง ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Commerce) โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและก่อสร้างที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูง เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (Construction) ขณะเดียวกัน กลุ่มการเงินและสินเชื่อ (Finance) จะมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นตามความเปราะบางของครัวเรือน อย่างไรก็ดี หุ้นในกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ปรับตัวลดลงมาลึกมากจนซึมซับข่าวไปบ้างแล้ว จึงอาจเริ่มเห็นการตั้งฐานราคาได้ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ในระยะกลางถึงยาวคือ กลุ่มปิโตรเคมี (Petrochemical) เนื่องจากโครงสร้างมีราคาวัตถุดิบ (Feedstock) ที่ถูกลง โดยหุ้นเด่นที่รับอานิสงส์อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่น (Refinery) ยังมีความโดดเด่นในระยะสั้นถึงกลาง (ประมาณ 3 เดือน) แม้จะมีต้นทุนพรีเมียมเพิ่มขึ้น แต่ด้วยกำลังการผลิตทั่วโลกที่ตึงตัว อาจหนุนให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าที่คาด ส่วนกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (Energy & Utilities) จะได้รับประโยชน์ระยะสั้นจากการเก็งกำไรในประเด็นการปลดล็อกเพดานราคาดีเซล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านค่าการตลาด แต่ในระยะกลางและยาวต้องติดตามว่ารัฐบาลจะลอยตัวราคาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเป็นเพียงการขยับราคาครั้งเดียวก็ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอยู่เช่นเดิม

ด้านทิศทางเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะกึ่งเงินฝืดจากตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่อง ประกอบกับการไหลทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน (Export Deflation) ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยุติได้ภายในเดือนเมษายน จะไม่ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกเปลี่ยนเป็นขาขึ้น แต่อาจเป็นเพียงการชะลอการปรับลดดอกเบี้ย ทว่าหากยืดเยื้อเกินเดือนเมษายน จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งจะกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ตลาดแรงงานชะลอตัว ซึ่งจะนำไปสู่การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ (Repricing) ทั้งกระดาน จึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามทิศทางราคาน้ำมัน ดัชนีดอลลาร์ และ Bond Yield อย่างใกล้ชิด

สำหรับทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ล่าสุดพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 5 ใน 7 วันทำการ และเปิดสถานะ Long ในตลาด TFEX ถึง 6 ใน 8 วันทำการ สะท้อนให้เห็นว่า หากสงครามไม่ยืดเยื้อ ตลาดหุ้นไทยและเอเชียจะเป็นเป้าหมายหลักที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะการลงทุน (Positioning) ในเอเชียน้อยมากเมื่อเทียบกับละตินอเมริกาหรืออินเดีย นอกจากนี้ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่จะมีการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) ของรัฐสวิงสเตท (Swing State) ในเดือนพฤษภาคม จะเป็นปัจจัยกดดันให้สหรัฐฯ ต้องเร่งยุติข้อพิพาทในตะวันออกกลางภายในเดือนเมษายน หากทำสำเร็จ ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวอย่างรุนแรงและมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องคล้ายกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ KSS ประเมินแนวโน้มดัชนี SET Index ในระยะสั้นจะแกว่งตัวในทิศทางขาลง (Sideway Down) โดยให้แนวรับสำคัญที่ 1,440 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,431 จุด ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 1,466 จุด และ 1,480 จุด ตามลำดับ หากดัชนีสามารถยืนหยัดเหนือระดับ 1,440 จุด และดีดตัวกลับได้ จะสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดและแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศที่มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาล เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากนี้ ในเชิงเทคนิค หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,420 จุดได้ โครงสร้างของตลาดจะถือว่ามีความแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้ในอนาคต

Back to top button