
“บล.กสิกรไทย” วางเกมลงทุน 2 ฉากทัศน์ ชู 4 หุ้นเด่น หากฮอร์มุซคลี่คลาย
บล.กสิกรไทย ประเมินลงทุน 2 ฉากทัศน์ ชี้หากสถานการณ์คลี่คลาย-ฮอร์มุซเปิด น้ำมันมีโอกาสย่อตัว หนุน SET ฟื้น แนะเก็งรีบาวด์หุ้นพื้นฐานแกร่ง BH-GPSC-ERW-TURBO แต่หากยืดเยื้อให้เน้นหุ้น Defensive
บล.กสิกรไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ แม้การปฏิบัติการทางทหารยังอยู่ในวงจำกัดและไม่มีการส่งกำลังภาคพื้นดิน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิด “วิกฤตราคาน้ำมัน” โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากการหยุดชะงักทั้งด้านการผลิตและการขนส่ง โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ แม้ตลาดการเงินจะปรับตัวลงในช่วงแรก แต่เริ่มฟื้นตัวตามรูปแบบในอดีต อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของรอบนี้อยู่ที่แรงกดดันด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ประเด็นสำคัญอยู่ที่สถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยหากสามารถกลับมาเปิดได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากยังคงปิดต่อเนื่อง จะส่งผลให้ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้น
ในส่วนของประเทศไทย มองว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำจากมาตรการภาครัฐ แต่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่าน ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจะช่วยจำกัดแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้ ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (SET) พบว่าราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกำไรตลาดราว 47% โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30–40% ของกำไรรวม จะได้รับอานิสงส์โดยตรง และสามารถชดเชยแรงกดดันจากกลุ่มอื่นได้ในบางส่วน
อย่างไรก็ดี หากราคาดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในระดับสูงเกิน 23% จะเริ่มกดดันต้นทุนและอัตรากำไรของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง พาณิชย์ และท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีก และท่องเที่ยวบางส่วนยังมีความแข็งแกร่งจากอำนาจการตั้งราคา
บล.กสิกรไทยประเมิน 2 กรณีหลัก ได้แก่
กรณีฐาน (75%) ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ ส่งผลให้ EPS ของ SET เพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 97.3 บาท โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มพลังงาน แม้กลุ่มอื่นชะลอตัว
กรณีเลวร้าย (25%) หากปิดยาว EPS อาจลดลงเหลือ 91.5 บาท จากผลกระทบต่อ GDP และภาคท่องเที่ยว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบเปิดภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลง เงินเฟ้ออยู่ในกรอบจำกัด และเงินบาทมีโอกาสแข็งค่า เหมาะกับการลงทุนในหุ้นที่ปรับฐานลงแรงแต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และบริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันทรงตัวสูงต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและกดดันค่าเงินบาท อาจเหมาะกับการลงทุนในหุ้นเชิงรับ (Defensive) ที่มีความยืดหยุ่นต่อเงินเฟ้อ รายได้มั่นคง และมีเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินการบินกรุงเทพ หรือ BAREIT และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB

