
SMO เปิดแผน JUMP+ ขยายกำลังผลิตปาล์ม-รุกพลังงานชีวภาพ ดันกำไรปี 71 แตะ 850 ล้าน
SMO เปิดแผนยุทธศาสตร์ JUMP+ ชู 3 มิติ รุกขยายผลิตน้ำมันปาล์ม-พลังงานชีวภาพ ยกระดับองค์กรด้วย AI และ ESG วางเป้ากวาดกำไรสุทธิ 850 ล้านบาทในปี 71 พร้อมปักธงรายได้โตต่อเนื่อง
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยถึงแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทภายใต้โครงการ JUMP+ โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในช่วงปี 2569-2571 ผ่านการบริหารการเติบโตอย่างสมดุลใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเติบโตของรายได้ การเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร และการบริหารโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม
ทั้งนี้ วางเป้าหมายผลักดันกำไรสุทธิในปี 2571 ให้แตะระดับ 850 ล้านบาท โดยจะเดินหน้าผลักดันรายได้จากธุรกิจหลักผ่านการขยายกำลังการผลิตส่วนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หลักและผลิตภัณฑ์พลอยได้ ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าในประเทศคู่ค้าเดิมและการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มพลังงานชีวภาพทั้งในยุโรปและเอเชียตะวันออก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดการเติบโตในระยะถัดไป
สำหรับเป้าหมายทางการเงินในระยะ 3 ปี SMO ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 19% ในปี 2569, 4% ในปี 2570 และ 14% ในปี 2571 ขณะที่เป้าหมายอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5% ในปี 2569 และจะปรับเพิ่มเป็น 6% ในช่วงปี 2570-2571 ด้านการบริหารโครงสร้างเงินทุนตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยไม่เกิน 1.00 เท่าในปี 2569 และ 1.25 เท่าในปี 2570-2571 เพื่อรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินให้สอดคล้องกับแผนขยายธุรกิจ
ด้านการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต SMO มีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 เตรียมขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาสระบุรีเพิ่มอีก 15 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง และโรงงานสาขาพนมเพิ่มอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ขณะที่ในปี 2571 จะขยายกำลังการผลิตของโรงงาน เอ แอล ปาล์ม เพิ่มอีก 15 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง รวมถึงเร่งก่อสร้างโรงงานสาขาพระพรหมให้แล้วเสร็จเพื่อเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ด้วยกำลังการผลิต 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังมีแผนดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปี 2570
ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศ SMO เตรียมขยายฐานลูกค้าใหม่ในประเทศส่งออกหลัก ควบคู่กับการขอการรับรองด้านความยั่งยืนระดับสากล ได้แก่ Green Gold Label ภายในปี 2570 และ International Sustainability & Carbon Certification (ISCC) ในปี 2571 เพื่อรองรับการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มลูกค้าพลังงานชีวภาพในยุโรปและเอเชียตะวันออกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ยังเดินหน้ายกระดับองค์กรสู่ Data and AI Driven Organization โดยนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาบริหารจัดการเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ขณะเดียวกัน SMO ยังให้ความสำคัญกับการบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง ผ่านการต่อต้านการทุจริต ยกระดับระบบแจ้งเบาะแส และกำกับดูแลความมั่นคงทางสารสนเทศ ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดทำ Carbon Footprint Organization (CFO) ครอบคลุม Scope 1-3 พร้อมดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 240 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี รวมถึงจัดซื้อรถตักและรถยนต์ไฟฟ้า 9 คัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ 976,000 บาทต่อปี และลดก๊าซเรือนกระจกได้อีก 164 tCO2e ต่อปี
“แผน JUMP+ ไม่ได้เป็นเพียงแผนการเติบโตทางธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ให้ SMO เติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ กำไร ความมั่นคงทางการเงิน เทคโนโลยี ตลอดจนธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรามั่นใจว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายกิตติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

