TSR เร่งกู้วิกฤต! เปิดแผนฟื้นการเงิน หลังส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ

TSR ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ วาง 3 แนวทางหลักเร่งแก้ฐานะการเงิน หลังงบปี 2568 ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่าศูนย์ ทั้งเพิ่มความสามารถทำกำไร เสริมสภาพคล่อง และเดินหน้าคดีความกับ WSOL หวังพลิกฟื้นฐานะธุรกิจ


บริษัท ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TSR แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามหนังสือเลขที่ บจ.22/2569 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขเหตุเข้าข่ายถูกเพิกถอน จากกรณีที่บริษัทนำส่งงบการเงินประจำปี 2568 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี และปรากฏว่าส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าต่ำกว่าศูนย์

กรณีดังกล่าวส่งผลให้หุ้นสามัญของ TSR เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ตามข้อ 7 (6) (ค) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564 โดยบริษัทได้ชี้แจงแนวทางดำเนินการเพื่อแก้ไขฐานะดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก

ด้านแรก คือ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไร บริษัทระบุว่าได้ปรับกลยุทธ์การขายภายใต้แนวคิด “Reborn Business” และ “Reborn Channel” โดยมุ่งขยายสัดส่วนลูกค้าจาก B2C ไปสู่ B2SME มากขึ้น ผ่านการผลักดันผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Vending Machine นำโดยตู้กดน้ำด่างหยอดเหรียญ พร้อมเตรียมขยายไปยังเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เครื่องทำกาแฟหยอดเหรียญ และเครื่องทำน้ำแข็งหยอดเหรียญในลำดับถัดไป

ขณะเดียวกัน TSR ยังปรับช่องทางจำหน่ายจากเดิมที่พึ่งพากลุ่มขายตรงเป็นหลัก ไปสู่การเพิ่มช่องทางดิจิทัลออนไลน์ ตัวแทนขาย และการใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ CRM เพื่อสนับสนุนยอดขายและการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทคาดว่าการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น สัดส่วนการชำระเงินสดสูงขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการขาย และลดความเสี่ยงหนี้เสีย

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ในผลิตภัณฑ์ตู้กดน้ำหยอดเหรียญและเครื่องกรองน้ำ ควบคู่กับการเข้มงวดด้านคุณภาพลูกหนี้ เพื่อจำกัดปัญหาหนี้สูญและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บเงิน รวมถึงนำระบบและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และค่าใช้จ่ายส่วนเกินภายในองค์กร

ด้านที่สอง คือ การเพิ่มสภาพคล่องเพื่อแก้ไขฐานะทางการเงิน TSR เปิดเผยว่าอยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน และได้รับการผ่อนผันโดยไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ขณะเดียวกันยังพิจารณาจำหน่ายทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก อาทิ ที่ดินและอาคาร เพื่อนำเงินมาลดภาระหนี้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท

พร้อมกันนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อรองรับการเพิ่มทุน รวมทั้งการจัดหาเงินทุนผ่านการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น หรือ Right Offering

ส่วนด้านที่สาม คือ การชี้แจงข้อพิพาททางกฎหมาย TSR ระบุว่า กรณีที่บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้จำนวน 968.35 ล้านบาทนั้น บริษัทได้ยื่นคำให้การแก้คดีและฟ้องแย้งต่อศาลแล้วตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยเห็นว่าข้อพิพาทดังกล่าวมีเหตุจากการกระทำของอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้มีอำนาจครอบงำการบริหารในอดีต ซึ่งได้จัดทำธุรกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ศาลได้ตรวจคำฟ้อง คำให้การฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง พร้อมรับคำคู่ความไว้แล้ว และกำหนดวันนัดสืบพยานในเดือนตุลาคม 2569

อีกทั้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 TSR ได้ยื่นฟ้อง WSOL รวมถึงอดีตกรรมการและอดีตผู้บริหารบางรายของบริษัท เป็นคดีแพ่งต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว

TSR ระบุด้วยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีอยู่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าบริษัทไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามที่ถูกฟ้อง และได้ดำเนินการเรียกร้องให้คู่กรณีชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัทเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ หากคดีความดังกล่าวสิ้นสุดลงและผลคดีออกมาในลักษณะที่บริษัทไม่มีภาระต้องรับผิดตามที่ถูกฟ้อง บริษัทจะสามารถบันทึกกลับรายการหนี้สินดังกล่าวได้ ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

Back to top button