
ฟินันเซีย ไซรัส แนะ ”ซื้อ” AOT ลุ้นกำไร Q2 โต 11% แตะ 5.28 พันลบ. เคาะเป้า 63.50 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน AOT มีกำไรปกติไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 5.28 พันล้านบาท โตเพิ่มขึ้น 11% ฟื้นตัวจากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซั่น พร้อมมองการปรับขึ้น PSC เป็นแรงหนุนสำคัญต่อกำไรในระยะถัดไป
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT โดยประเมินว่า กำไรปกติในไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวอยู่ที่ 5.28 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน และกลับมาเติบโต 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หลังจากกำไรหดตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส โดยมีแรงหนุนจากปริมาณผู้โดยสารที่เร่งตัวขึ้นในช่วงไฮซีซั่นของการเดินทาง
ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณผู้โดยสารรวมในไตรมาสดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และ 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศเร่งตัวขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากเดิมที่ทรงตัวในไตรมาส 1 ปี 2569 ส่งผลให้รายได้รวมคาดว่าจะอยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน และ 1% จากปีก่อน
ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ธุรกิจการบิน ซึ่งมีสัดส่วนราว 53% ของรายได้รวม โดยรายได้ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน และ 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย 2% จากปีก่อน แม้มีการปรับลดรายได้จากกลุ่มคิง เพาเวอร์ ภายหลังการแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อนที่มีการขอคืนพื้นที่เชิงพาณิชย์และยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า
สำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินไว้ที่ 39.5% เพิ่มขึ้น 2.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 (3QFY26) คาดว่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน และลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น ประกอบกับตารางการจองสล็อตเที่ยวบินฤดูร้อนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงตุลาคม 2569 ที่ลดลง 6% จากปีก่อน รวมถึงปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนเที่ยวบินและปริมาณผู้โดยสาร
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยมองว่า downside ในช่วงดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากมาตรการจูงใจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นปริมาณเที่ยวบิน ตลอดจนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวจีนจากฐานต่ำในปีก่อน จึงประเมินว่าผลกระทบจากผู้โดยสารตะวันออกกลางยังอยู่ในวงจำกัด และอาจกลับเป็นปัจจัยบวกได้หากสถานการณ์คลี่คลาย
นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ หรือ PSC เป็น 1,120 บาท จากเดิม 730 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ถูกมองเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญในระยะถัดไป โดยคาดว่าจะหนุนให้กำไรกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 4 ปี 2569
ทั้งนี้ฝ่ายนักวิเคราะห์ ระบุว่า กำไรในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 จะคิดเป็น 52% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยยังคงประมาณการเดิมที่คาดว่ากำไรปกติในปีงบประมาณ 2569 จะเติบโต 5% และเร่งตัวเป็น 57% ในปีงบประมาณ 2570 จากการรับรู้ผลบวกของอัตรา PSC ใหม่เต็มปี
พร้อมกันนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 63.50 บาท อิงวิธี DCF หรือเทียบเท่า 30 เท่าของ ปีงบประมาณ 2570 P/E ซึ่งอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อขายย้อนหลัง 10 ปีราว 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยมองว่าการอ่อนตัวของกำไรในไตรมาส 3 ปี 2569 จะเป็นจังหวะเข้าสะสมลงทุน ก่อนที่กำไรปกติจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีงบประมาณ 2570
ทั้งนี้ ยังมองว่ามี upside ต่อประมาณการกำไรระยะยาวเพิ่มเติม จากโอกาสในการปรับขึ้นค่าบริการสนามบิน หรือ landing and parking charges รวมถึงการจัดเก็บค่าบริการผู้โดยสารสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่องหรือเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งปัจจุบันทั้งสองประเด็นยังอยู่ระหว่างการศึกษา

