“กรภัทร” ชี้ SET เข้าโหมด Risk-on ลุ้นทะลุ 1,545 จุด รับแรงหนุน AI Infra-สงครามคลี่คลาย

“กรภัทร วรเชษฐ์” มองหุ้นไทยวันนี้แกว่งขึ้น รับตลาดโลก Risk-on หลังน้ำมัน-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลดลง และความหวังเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคืบหน้า ขณะที่งบ Nvidia หนุนธีม AI Infrastructure จับตาแนวต้าน 1,545-1,560 จุด ชูอิเล็กฯ-นิคม-โรงไฟฟ้า-แบงก์เด่น


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกที่กลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง หรือ Risk-on หลังตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับโอกาสคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มากกว่าประเด็นรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FOMC Minutes

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญมาจากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการหารือกับอิหร่านอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงแรงราว 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงต่ำกว่า 4.60% และพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับลงมาอยู่บริเวณ 5% ต้น ๆ ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้น

นายกรภัทร ระบุว่า ระดับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี บริเวณ 4.50-4.70% ถือเป็นโซนที่ตลาดมองว่าเป็นเส้นแรงกดดันสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอาจกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการบริโภคในประเทศอย่างมาก ดังนั้นหากบอนด์ยีลด์เริ่มชะลอลง จะช่วยให้ตลาดกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น โดยให้แนวรับที่ 1,520 จุด และแนวต้านที่ 1,545 จุด ถัดไปที่ 1,560 จุด โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเป็นแกนนำยังคงเป็นหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Infrastructure และผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า กระแสการลงทุนใน AI Infrastructure กำลังเป็นธีมสำคัญของตลาดโลก โดยเฉพาะในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ที่ได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าของกลุ่ม Hyperscaler และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนใหม่ในช่วงปี 2569-2573

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทยออกมาดี โดยกำไรรวมอยู่ในระดับสูงราว 3.47 แสนล้านบาท แต่ตลาดยังจับตาว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มสะท้อนในไตรมาส 2/2569 มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ มองว่าโอกาสเกิด Negative Surprise อาจไม่มาก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ได้ตั้งสมมติฐานเชิงระมัดระวังต่อผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ไว้แล้ว และหุ้นหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามถูกกดดันล่วงหน้ามาพอสมควร หากสถานการณ์คลี่คลายภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ มีโอกาสที่ผลประกอบการจะออกมาใกล้เคียงคาด และตลาดอาจทยอยฟื้นตัวต่อได้

สำหรับกลุ่มหุ้นที่ยังน่าสนใจในเชิงพื้นฐาน นักวิเคราะห์ยังให้น้ำหนักกับธีม AI Infrastructure และ New Investment Cycle ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF และ GPSC กลุ่มสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับน้ำและนิคม เช่น WHA รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น KBANK และ KTB ซึ่งมีผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่ง และมีการตั้งสำรองล่วงหน้าไปแล้วบางส่วน

ส่วนกลุ่มพลังงานยังมองว่าสามารถไปต่อได้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับลงจากความคาดหวังสถานการณ์คลี่คลาย โดยยังชอบหุ้น PTT, PTTGC, IVL และ TOP ขณะที่หุ้นเด่นเชิงเก็งกำไรในระยะสั้น ได้แก่ GPSC รวมถึงหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เช่น AOT และ BA ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวตามแรงหนุนจากการลดลงของราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น

นักวิเคราะห์กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงขายของกองทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี ส่วนหนึ่งมาจากแรงขายทำกำไรบริเวณดัชนี 1,500 จุด รวมถึงการปรับพอร์ตลงทุนบางส่วนไปยังต่างประเทศ และแรงขายจากกองทุน LTF ที่ทยอยครบกำหนด อย่างไรก็ตามหากดัชนีสามารถผ่านกรอบ 1,520-1,550 จุดได้ แรงขายดังกล่าวมีโอกาสเบาลง

ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจกับหุ้นเอเชียที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure โดยมองว่าครึ่งหลังของปีนี้อาจเป็นช่วงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ธนาคารพาณิชย์ นิคมอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า ซึ่งล้วนอยู่ในระบบนิเวศของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

Back to top button