TTB รายได้ค่าฟีเพิ่ม-ตั้งสำรองลด ดันกำไร Q1 แตะ 5.17 พันล้านบาท

TTB รายงานงบไตรมาส 1/69 กำไรแตะ 5.17 พันล้านบาท โต 1% จากปีก่อนมีกำไร 5.09 พันล้านบาท รับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และตั้งสำรองลดลง


ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับ TTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,169.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.45% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 5,096.01 ล้านบาท เป็นผลมาจาก แม้รายได้หลักยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการชะลอตัวของสินเชื่อ

อย่างไรก็ดี ธนาคารสามารถรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมได้ จากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมต้นทุนความเสี่ยง

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ส่งผลให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.02% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืม รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ การปรับสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง ยังช่วยพยุงระดับ NIM ได้

ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) และรายได้จากเงินสนับสนุน FIDF ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ขณะเดียวกัน รายได้ค่าธรรมเนียมหลักยังขยายตัวดีในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต รวมถึงธุรกรรมเพื่อการส่งออกและปริวรรตเงินตรา

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการรวมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของ ttb wealth securities อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการดังกล่าว ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานหลักยังคงอยู่ในระดับทรงตัว และลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน รวมถึงการเดินหน้ากลยุทธ์ ‘digital-first, digital-only’ ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ปรับลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และระดับสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ทรงตัว ทั้งนี้ ธนาคารยังคงตั้งสำรองเพิ่มเติมผ่าน Management Overlay เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาบ้านมือสอง

ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (LLR coverage ratio) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 154% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในอนาคต

Back to top button