“เฮียม้อ-ปุณฑรีก์” ไร้เงาพบอัยการคดี “MORE” จ่อขอหมายจับ-ฟาก “สมนึก” เลื่อนฟ้อง 21 พ.ค.

มหากาพย์คดีหุ้น MORE ยังไม่จบ! 3 บิ๊กเบี้ยวพบอัยการนัดส่งฟ้องศาลวันนี้ ข้อหาฉกรรจ์ร่วมกันปั่นหุ้น-ซ่องโจร ทำโบรกฯ กระอักเสียหาย 4.5 พันล้าน ล่าสุดอัยการให้ "สมนึก" เลื่อนเป็น พ.ค. รอลุ้น ป.ป.ช. สอบเพิ่ม ขณะที่ "อมฤทธิ์-ปุณฑรีก์" ยังไร้เงา ขีดเส้นตายสิ้นเวลาราชการนี้ หากยังล่องหนเตรียมจับมือ DSI ขอศาลออกหมายจับทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการได้นัดส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีความผิดเกี่ยวกับการสร้างราคาหลักทรัพย์ ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒกิจ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ตงฮั้ว, ..ปุณฑรีก์ อิศรางกูร อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GSC และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ต่อศาล ในข้อหาร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ ฉ้อโกง อั้งยี่ และซ่องโจร ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันนัดหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายยังไม่ปรากฏตัวต่อพนักงานอัยการแต่อย่างใด

สำหรับนายสมนึก กยาวัฒกิจ พนักงานอัยการได้อนุญาตให้เลื่อนการส่งฟ้องออกไปเป็นวันที่ 21 พ.ค. 2569 เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ได้แก่ น.ส.ปุณฑรีก์ และนายอมฤทธิ์ พนักงานอัยการระบุว่าจะรอจนสิ้นสุดเวลาราชการ หากยังไม่เดินทางเข้าพบเพื่อรับทราบคำสั่งและนำตัวส่งฟ้องศาล จะประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามตัว และดำเนินการยื่นขอศาลออกหมายจับต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว มีต้นเหตุมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2565 ซึ่งมีการส่งคำสั่งซื้อแบบ ATO ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น รวมกว่า 1,531 ล้านหุ้น มูลค่าราว 4,500 ล้านบาท สูงกว่าปริมาณซื้อขายปกติหลายเท่า โดยกระจายคำสั่งผ่านโบรกเกอร์มากกว่า 10 แห่ง และมีการใช้ช่องทาง NVDR ในการทำธุรกรรม

ภายหลังเกิดความเสียหายรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท เนื่องจากผู้ซื้อไม่ชำระค่าหุ้น ส่งผลให้โบรกเกอร์ต้องรับภาระ ขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง 36 รายการ มูลค่ากว่า 5,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศาลพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงพฤติกรรมผู้เกี่ยวข้อง อาทิ การใช้ IP Address เดียวกัน และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกันจำนวนมาก จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่มีการวางแผนเป็นขบวนการเพื่อสร้างธุรกรรมซื้อขายโดยไม่มีเจตนาชำระเงินจริง

คดีดังกล่าวจึงถูกจับตาในฐานะกรณีศึกษาสำคัญของตลาดทุนไทย ทั้งในด้านการป้องกันการทุจริต การใช้เครื่องมือดิจิทัลในตลาดทุน และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใสของระบบตลาดทุนในระยะต่อไป

Back to top button