KGI ครองแชมป์ DW13 มาร์เก็ตแชร์นิวไฮ 70% รอบ 17 ปี จ่อออกเพิ่ม 1,200 รุ่น

KGI ชี้หุ้นไทยรับอานิสงส์ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าในฐานะ Safe Haven ดันสัดส่วน Call DW แซง Put หนุนมาร์เก็ตแชร์ DW13 ทะลุ 70% ชูตารางราคาโปร่งใส เล็งงัดแผนออก 1,200 รุ่นรับตลาดผันผวน


นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างโดดเด่นและมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากซบเซามาหลายปี แม้ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจะมีความผันผวนจากปัจจัยข่าวสารในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม ที่ส่งผลให้ดัชนีความผันผวน (VIX Index) ของดัชนี S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้นไปถึงระดับ 35 จากระดับปกติที่ประมาณ 14 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี MSCI Emerging Market พบว่าตลาดหุ้นไทยยังคงรักษาระดับได้ดี

โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนตลาดหุ้นไทยคือส่วนต่างมูลค่า (Valuation Gap) เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าไปลงทุนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี (Tech) และเซมิคอนดักเตอร์ จนทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของดัชนี Nasdaq และ S&P 500 พุ่งสูงถึง 25-30 เท่า เมื่อมีข่าวเชิงลบเข้ามากระทบ หุ้นกลุ่มนี้จึงแกว่งตัวรุนแรง ในขณะที่ P/E ของตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ในระดับเพียง 13 เท่า ประกอบกับความคาดหวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามา

ทั้งนี้ ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยเป็นเสมือน “ที่พักเงิน” หรือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แม้ภาพรวมเศรษฐกิจอาจจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่บริษัทจดทะเบียนไทยมีงบดุล (Balance Sheet) ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นดั้งเดิม (Old Economy) ที่มี P/E ต่ำ และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 5% ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าบางตัวที่ P/E ลดลงเหลือเพียง 7 เท่า รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีความโดดเด่นในการเป็นแหล่งพักเงินในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

สำหรับการเก็งกำไรในใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) นักลงทุนต้องแยกปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจออกจากการเก็งกำไรระยะสั้น โดยควรให้ความสำคัญกับทิศทางของกระแสเงินทุน (Fund Flow) เป็นหลัก ซึ่งเม็ดเงินต่างชาติมักจะมุ่งเป้าไปที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 เป็นลำดับแรก KGI จึงเน้นกลยุทธ์การออก DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 และหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงและมีกระแสเงินทุนไหลเข้า อาทิ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ที่ราคาเคยปรับตัวลงไปลึกถึงระดับ 17 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รวมถึง บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่แม้จะได้รับความกังวลเรื่องสงครามในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดผลประกอบการก็ยังคงออกมาแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สัดส่วนการซื้อขาย DW ที่อ้างอิงดัชนี SET50 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคม พบว่าสัดส่วนของ Call DW ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงกว่า Put DW ซึ่งพลิกกลับจากสถิติของปีที่แล้วที่ Put DW มีสัดส่วนสูงถึง 60% และ Call DW อยู่ที่ 40% สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมเชิงบวกและแรงเก็งกำไรที่กลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

นายเจนวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันธุรกิจ DW13 ของ KGI สามารถครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ได้สูงสุดถึง 70% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจจากเดิมที่มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 10% ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการมุ่งมั่นทำหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) อย่างเป็นธรรม โดย KGI เป็นผู้บุกเบิกการแสดง “ตารางราคา DW” ล่วงหน้า 7 วัน ทำให้นักลงทุนสามารถเห็นต้นทุนที่ลดลงตามกาลเวลา (Time Decay) ได้อย่างโปร่งใส ช่วยแก้ปัญหาความกังวลว่าผู้ออก DW จะเอาเปรียบนักลงทุน

พร้อมกันนี้ KGI ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับนักลงทุนไทย (Localization) โดยมีการลงทุนพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความเสถียรและสามารถรองรับปริมาณการซื้อขายในระดับมากกว่าแสนล้านบาทต่อวัน รวมถึงรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Circuit Breaker) เพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดขาดทุน (Cut Loss) หรือทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด

จากความผันผวนของตลาดในช่วงไตรมาสแรก KGI ได้ดำเนินการออก DW ใหม่จำนวนถึง 300 รุ่น ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อไตรมาส และหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป บริษัทคาดการณ์ว่าในปีนี้อาจมีการออก DW รวมสูงถึง 1,200 รุ่น โดยมุ่งเน้นใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ดัชนี SET50, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) และกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น

ด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ KGI เลือกที่จะไม่นำ AI มาใช้ในระบบดูแลสภาพคล่องเนื่องจากมองว่ายังมีความเสี่ยงสูง แต่ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในด้านการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายแทน เช่น แคมเปญแจกบัตรกำนัล Lazada ล่าสุด ที่ใช้ AI ตรวจสอบภาพถ่ายหลักฐานการซื้อขาย DW13 ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งช่วยให้นักลงทุนจากทุกบริษัทหลักทรัพย์สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง

ส่วนการลงทุนในตราสารต่างประเทศ KGI ไม่มีนโยบายออก DW อ้างอิงหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) แทน ซึ่งเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวและไม่มีผลกระทบจาก Time Decay

นายเจนวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับนักลงทุนมือใหม่ว่า ควรศึกษาทำความเข้าใจความเสี่ยงของ DW อย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีอัตราทด (Leverage) แม้จะมีโอกาสได้กำไรสูงกว่าการซื้อหุ้นสามัญ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักเช่นกัน จึงแนะนำให้เริ่มต้นจากการซื้อขายหุ้นอ้างอิงเพื่อทำความคุ้นเคยก่อน และควรขอรับคำปรึกษาจากทีมงานของผู้ออก DW โดยตรงเพื่อวางแผนการลงทุนอย่างรัดกุม

Back to top button