
TMAN ฟอร์มแกร่ง Q1 กวาดรายได้ 630 ล้านบาท รับแบรนด์สุขภาพหนุน ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 15%
TMAN โชว์รายได้ไตรมาส 1/69 แตะ 629.8 ล้านบาท โต 6% พร้อมเดินหน้า 6 กลยุทธ์เชิงรุก ทั้งตลาดร้านขายยา OEM/ODM ต่างประเทศ โรงพยาบาล อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจจัดจำหน่าย มั่นใจรายได้ปี 69 โต 10-15%
นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิต และจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน
ไตรมาส 1/2569 สามารถสร้างการเติบโตในทิศทางที่ดี โดยทำรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ 629.8 ล้านบาท เติบโต 6.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และรักษาระดับการทำกำไรสุทธิ 114.6 ล้านบาท ใกล้เคียงจากปีก่อน (YoY) ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชภัณฑ์ของไทยได้อย่างมั่นคง
โดยมีปัจจัยหนุนเติบโตจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ โพรโพลิซ ซีรีส์ (Propoliz Series), ไวต้า-ซี ซีรีส์ (Vita-C Series), ไมด้า-บี ซีรีส์ (Myda-B Series), ไอยรา ซีรีส์ (Iyara Series) และโพลาร์ ซีรีส์ (Polar Series) รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ทั้งยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด จึงได้รับการตอบรับที่ดี สะท้อนถึงความเข้าใจเชิงลึกในเทรนด์สุขภาพและพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ได้วางกลยุทธ์การขยายช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งช่วยสร้างการเติบโตครอบคลุมทุกมิติ ทั้งช่องทางจัดจำหน่ายร้านขายยา โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน จากความต้องการกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับช่องทางโมเดิร์นเทรดที่ขยายตัวได้ดี ส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามเติบโตจากการรับจ้างผลิตจาก
แบรนด์บุคคลภายนอก (OEM) ที่ขยายตัว
ตอกย้ำถึงมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่ได้รับการยอมรับจากคู่ค้า ธุรกิจจัดจำหน่ายจากแบรนด์บุคคลภายนอก (DBU) สร้างรายได้เติบโตโดดเด่นจากรับรู้รายได้ของบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด และธุรกิจต่างประเทศยังคงสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จากการขยายแบรนด์โพรโพลิซ ซีรีส์ (Propoliz Series)
ขณะที่อัตรากําไรขั้นต้นในงวด 3 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 46.6% และอัตรากำไรสุทธิที่ 18.1% ซึ่งเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทภายหลังจากการปรับพอร์ตรายได้จากการขายและการให้บริการเพื่อการกระจายความเสี่ยงของรายได้ของกลุ่มบริษัท ให้สามารถส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ขณะเดียวกันแผนธุรกิจ 9 เดือนหลังของปี 2569 มุ่งเน้นภายใต้ 2 แกนหลักผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักเดิม และการแสวงหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ พร้อมทั้งขับเคลื่อน 6 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1. เร่งการเติบโตของตลาดร้านขายยา(OTC) โดยในไตรมาส 2 จะนำผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซี ไวต้า-ซี ซีรีส์ (Vita-C Series) ขยายช่องทางร้านขายยาเจาะกลุ่มแม่และเด็ก และนำโพรโพลิซ ซีรีส์ (Propoliz Series) เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว
- ยกระดับการผู้รับจ้างผลิตสินค้าและผู้รับจ้างออกแบบผลิตสินค้า (OEM/ODM) มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ ๆ 3. ขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งการเสริมช่องทางจัดจำหน่ายในตลาดเดิม และสร้างโมเมนตัมในตลาดใหม่ ผ่านการสร้างการรับรู้แบรนด์และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ 4. เจาะลึกตลาดโรงพยาบาล ขยายพอร์ตสินค้าที่มีความต้องการสูง พร้อมปรับโครงสร้างทีมขายให้เชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม เพื่อตอบโจทย์บุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละสาขา
- ยกระดับช่องทางอี-คอมเมิร์ซ สร้างการมีตัวตนบนทุกแพลตฟอร์มชั้นนำเพื่อสร้าง Engagement และ Community ออนไลน์ ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าออนไลน์เอ็กซ์คลูซีฟ และ 6. เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจจัดจำหน่าย (Distributor Business Unit) ปรับโครงสร้างพอร์ตสินค้า พร้อมยกระดับระบบสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยบริษัทฯ ดำเนินการเชิงรุกทั้งการสั่งซื้อวัตถุดิบและล็อกต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า ตลอดจนควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในไตรมาส 2/2569 ยังได้แรงสนับสนุนการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย หนุนอุปสงค์สินค้ากลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น รวมทั้งการหมดอายุสิทธิบัตรของยาต้นแบบ ส่งผลให้บริษัทฯ มีโอกาสออกสินค้ากลุ่มยาสามัญได้มากขึ้น และยาสามัญที่ผลิตในประเทศยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ที่เริ่มส่งเสริมให้โรงพยาบาลรัฐเพิ่มการจ่ายยาที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น จึงมั่นใจว่าด้วยการวางแผนและกลยุทธ์ปี 2569 อย่างเข้มข้น จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต 10-15% จากปีก่อนได้ตามเป้าหมาย
