
สภาเบรก! ถก “พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน” รอศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยใน 60 วัน
ที่ประชุมสภาฯ รับทราบชะลอพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รอ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า วันนี้ (14 พ.ค.69) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และได้เสนอให้สภาฯ พิจารณาให้การอนุมัติ
นายเลิศศักดิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำ สส. จำนวน 135 คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ ยื่นขอให้ประธานสภาฯ ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องรอการบรรจุ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องและให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นมายังประธานสภาฯ
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ใด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ให้ พ.ร.ก. นั้น ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก. ใดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ณ ปัจจุบัน คือไม่น้อยกว่า 6 เสียง จาก ทั้งหมด 9 เสียง
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงเนื้อหาในคำร้องที่ยื่นต่อประธานสภาฯ ว่า มีข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน (แผน PDP) ซึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เชื่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยจะเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสามารถทำในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในลักษณะนี้ สอดคล้องกับที่ฝ่ายค้านก็เห็นว่า การออกมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว นับตั้งแต่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ในคำร้องขอให้ศาลฯ ได้วินิจฉัยหรือมีคำสั่งในเบื้องต้น หากรับคำร้องพิจารณา เนื่องจากว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็น พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นหากรัฐบาลดำเนินการกู้เงินและใช้จ่ายเงินไปก่อน แล้วศาลฯ มีคำวินิจฉัยภายหลังว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น อาจจะมีผลตามมาได้ เพราะตกลงเงินที่ใช้ไปก่อนจะดำเนินการอย่างไร จะเรียกคืนหรือไม่ ดังนั้นในคำร้องพยายามใส่ให้มีความรัดกุม และให้ศาลฯ มีคำกล่าวมาเฉพาะหน้าว่า จะระงับการเบิกจ่ายในส่วนก้อน 2 แสนล้านบาท ที่เห็นว่าไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“รัฐบาล” ยันเดินหน้า พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน จำเป็น – ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤต-เปลี่ยนผ่านพลังงาน