
BCP โชว์กำไร Q1 โต 190% แตะ 6.1 พันล้านบาท รับค่าการกลั่นพุ่ง-สต๊อกเกนหนุน
BCP เปิดกำไรไตรมาส 1/69 แตะ 6.14 พันล้านบาท โต 190% รับแรงหนุนค่าการกลั่นพุ่ง สต๊อกเกนหนุน เดินเครื่องกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมยอดขายผ่านสถานีบริการทะลุสถิติ รับดีมานด์พลังงานฟื้นตัวแรง
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569 ดังนี้
สำหรับ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,143.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190.44% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,115.30 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นขั้นกลาง เช่น น้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคม 2569
ภายใต้ภาวะดังกล่าว กลุ่มบางจากเดินหน้ารักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการบริหารจัดหาน้ำมันดิบ การเดินเครื่องกลั่นในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการกระจายน้ำมันทั่วประเทศเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 953 ล้านบาท ลดลง 80% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านราคา
หากรวม Inventory Gain และรายการพิเศษอื่น บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
ธุรกิจโรงกลั่นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลประกอบการ โดยบริษัทสามารถเพิ่มกำลังการกลั่นเฉลี่ยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279.8 KBD รองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เร่งตัวขึ้น ขณะเดียวกัน Crack Spread ของน้ำมันอากาศยานและดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้ค่าการกลั่นพื้นฐานของกลุ่มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ Crack Spread ส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า โดยเป็น Realized Loss จำนวน 3,350 ล้านบาท แต่สามารถชดเชยได้จากการรับรู้ Inventory Gain รวม 8,299 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นแรงในเดือนมีนาคม ขณะที่ยังมี Unrealized Loss อีก 7,653 ล้านบาท
ด้านธุรกิจการตลาด บริษัทมียอดจำหน่ายผ่านสถานีบริการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการบริหารจัดการกระจายน้ำมันอย่างเต็มศักยภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นด้านพลังงานแก่ผู้บริโภค
ธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการภาครัฐที่เพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายไบโอดีเซลและเอทานอลเติบโตต่อเนื่อง
ส่วนธุรกิจค้าน้ำมันมีปริมาณซื้อขายลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการชะลอตัวของธุรกรรมนอกกลุ่ม ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ปริมาณซื้อขายภายในกลุ่มยังเติบโตตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากการจำหน่าย Overlift ของแหล่ง Brage และ Draugen ตามแผนบริหารการขาย
ด้านธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ลดลงตามฤดูกาล แต่ได้รับการชดเชยบางส่วนจากส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ไฟฟ้าในฤดูหนาวและจำนวนวันหยุดซ่อมบำรุงที่ลดลง
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 23,788 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 339,836 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 จำนวน 41,031 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 247,604 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 92,232 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) อยู่ที่ 0.91 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบัน


