
“เอเซีย พลัส” เปิด 3 ธีมเด่นรับปัจจัยบวก ”ไทยช่วยไทยพลัส-โฟลว์ไหลเข้า“
”บล.เอเซีย พลัส“ ประเมินหุ้นไทยเดินหน้าทำนิวไฮ รับอานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ”ไทยช่วยไทยพลัส“ วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์เด่นเคาะ MTC, SCGP นำทัพ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำสะสมหุ้นตาม 3 ธีมหลัก ประกอบด้วย กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก Sentiment สงครามผ่อนคลาย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH
ขณะที่กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีไทยที่รอดพ้นเกณฑ์ Cash Balance แนะนำ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ส่วนกลุ่มหุ้นรับกระแสมาตรการไทยช่วยไทย ซึ่งราคาปรับฐานลงมาลึกจนมูลค่าถูกกว่าตลาดและได้ประโยชน์จากการบริโภคฟื้นตัว แนะนำ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD โดยมี MTC และ SCGP ร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนทางตรงต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีแนวโน้มเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่คาดว่าจะสลับไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทย เนื่องจากตลาดหุ้นหลักทั่วโลกปิดทำการพร้อมกันในวันนี้ ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องในวัน Memorial Day ตลาดหุ้นฮ่องกง และตลาดหุ้นเกาหลีใต้เนื่องในวันวิสาขบูชา
ขณะเดียวกันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ปรับตัวลดลงแรงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความคืบหน้าของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ใกล้จะประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยฝั่งอิหร่านเปิดเผยว่ามีเรือได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบแล้วถึง 33 ลำ ช่วยลดความกังวลเรื่องปัญหาอุปทานขาดแคลนและผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงต้องติดตามการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 3.5% ซึ่งอาจทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมารบกวนตลาดได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนภายในประเทศได้รับแรงส่งจากการเปิดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ปี 2569” เป็นวันแรกในวันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.75 – 1.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรการในปี 2568 เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง ผ่าน 2 โครงการหลัก คือ โครงการคนละครึ่งพลัส แจกเงิน 4,000 บาทต่อคน ครอบคลุมประชาชน 30 ล้านคน และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินเป็น 1,000 บาทต่อคน จากเดิมที่เพิ่ม 700 บาท สำหรับผู้มีสิทธิ์ 13.18 ล้านคน มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 0.5% – 0.7%
พร้อมกันนี้ ตลาดยังรอติดตามรายงานตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนเมษายน 2569 ในเช้าวันนี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 18.7% ซึ่งหากเป็นไปตามคาด จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม เอเซีย พลัส ได้ออกโรงเตือนให้ระมัดระวังประเด็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (บอนด์ยีลด์) ที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อรองรับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 4 แสนล้านบาทที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

