
“ชัยยศ” ชูอิเล็กฯ นำตลาดรับ AI บูม พร้อมแนะเก็บ AOT-BH อานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น
“ชัยยศ จิวางกูร” มองหุ้นไทยได้แรงหนุนจากกระแส AI-Data Center ดันกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์นำตลาด พร้อมชู AOT เป้า 45 บาท และ BH เป้า 210 บาท รับจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้น-ผู้ป่วยต่างชาติเร่งตัว
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปัจจัยหลักที่ยังต้องติดตามคือสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน แม้จะมีความพยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์จริงยังมีความไม่สอดคล้องกัน หลังยังพบการโจมตีบางจุด ซึ่งอาจกระทบต่อความไว้วางใจในการเจรจาและทำให้ตลาดยังเผชิญความผันผวน
สำหรับประเด็นอัตราดอกเบี้ยในภูมิภาค หลังบางประเทศในเอเชีย เช่น ศรีลังกาและอินโดนีเซีย ปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น บล.กรุงศรีมองว่า สาเหตุของแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยศรีลังกายังเผชิญเศรษฐกิจอ่อนแอและแรงกดดันด้านพลังงาน ขณะที่อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออก รวมถึงปัจจัยด้านการถูกลดน้ำหนักในดัชนี MSCI และแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม กรณีของไทยยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม เนื่องจากไทยยังไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
นายชยศ ระบุอีกว่า หากมีเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซีย เม็ดเงินบางส่วนอาจหมุนกลับมายังตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ไทยและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายลง จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ Fund Flow ต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
ขณะที่ภาพตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นยังได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ซึ่งได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI, Data Center และเทคโนโลยีที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรีมองว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวยังน่าสนใจ หลังจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยปรับเพิ่มขึ้นราว 10% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนภาพการกลับมาของโมเมนตัมเชิงบวกในกลุ่มดังกล่าว
ทั้งนี้แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ราคาเป้าหมาย 45 บาท จากแนวโน้มการฟื้นตัวของการเดินทางและภาคท่องเที่ยว รวมถึงแนะนำ “ซื้อ” บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ราคาเป้าหมาย 210 บาท โดยมองว่าผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง มีโอกาสเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 2/2569 หลังผ่านช่วงรอมฎอน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จำนวนผู้ป่วยบางส่วนชะลอลง
อย่างไรก็ตามหุ้นที่ควรระมัดระวังในระยะสั้นคือกลุ่มไฟแนนซ์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันจิตวิทยาการลงทุนโดยตรง เพราะธุรกิจกลุ่มนี้มีต้นทุนทางการเงินเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันผลกระทบจากราคาน้ำมัน สงคราม และเงินเฟ้อในไตรมาส 2/2569 อาจทำให้นักลงทุนต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์และแนวโน้ม NPL ของกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด
