SAPPE ย้ำเป้ายอดขายปี 69 โต 15% ต่างประเทศหนุน-ปั้น “โมกุ โมกุ” สู่ Global Brand

SAPPE ย้ำเป้ายอดขายปี 69 โต 15% เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โฟกัสเอเชีย-ยุโรป เจาะกลุ่ม Gen Z พร้อมปั้น “โมกุ โมกุ” สู่ Global Brand และมุ่งเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มเครื่องดื่มเคี้ยวได้ หรือ Snack Drink


นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยในงาน Opportunity Day เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,292 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศที่กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 183 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้ของ SAPPE ในไตรมาส 1/2569 มาจากตลาดต่างประเทศสัดส่วน 73% และตลาดในประเทศ 27% โดยตลาดเอเชียยังเป็นภูมิภาคหลัก คิดเป็นสัดส่วน 39% ของยอดขายรวม ตามด้วยยุโรป 13% อเมริกา 11% และตะวันออกกลาง 10%

นางสาวปิยจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของ SAPPE ยังคงมุ่งผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือ Global Brand เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยผ่านการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายแล้วในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยมี “โมกุ โมกุ” (Mogu Mogu) เป็นแบรนด์หลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มเครื่องดื่มเคี้ยวได้ หรือ Snack Drink

ขณะเดียวกันแม้บริษัทจะมีเป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาทเป็นหมุดหมายในระยะกลาง แต่เป้าหมายสูงสุดของ SAPPE ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแบรนด์ไทยให้เป็น Global Brand อย่างแท้จริงในระยะยาว

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทมีทั้งหมด 5 หมวดหมู่ ได้แก่ กลุ่มน้ำผลไม้ (Juice Drinks) สัดส่วน 69.9% ซึ่งรวมแบรนด์หลักอย่าง “โมกุ โมกุ” และอโล เวร่า (Aloe Vera) กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drinks) สัดส่วน 22.6% มีแบรนด์สำคัญคือ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ (Sappe Beauty Drink) และน้ำวิตามินแบรนด์บลู (B’lue)

ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดผง (Functional Powder) มีสัดส่วน 5.5% นำโดยแบรนด์เพรียว คอฟฟี่ ซึ่งเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพในประเทศไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่ม Beauty Powder ขณะที่กลุ่มขนมเพื่อสุขภาพ (Health Snacks) มีสัดส่วน 1.8% เป็นการต่อยอดแบรนด์เดิมในรูปแบบใหม่ เช่น Jelly Format และ Pudding Format เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอื่น ๆ (Supplement & Others) มีสัดส่วน 0.2% ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์ InnoVibe และ Kruxel ที่เริ่มวางจำหน่ายในตลาด

สำหรับภาพรวมตลาดต่างประเทศ ผู้บริหารระบุว่า ยอดขายในหลายภูมิภาคยังมีทิศทางเติบโต โดยเอเชียยังเป็นตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญสูง เนื่องจากมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ แม้บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ยังมีการแข่งขันสูง และอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพันธมิตรจัดจำหน่าย ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินเดียยังเติบโตได้ดี

ขณะที่ตลาดยุโรปมีทิศทางฟื้นตัว หลังเผชิญแรงกดดันในปีก่อน โดยบริษัทมองว่าการเติบโตจะค่อยเป็นค่อยไป และมีประเทศสำคัญที่อยู่ในแผนโฟกัส ได้แก่ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ส่วนตลาดอเมริกาเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากปลายปีที่ผ่านมา หลังบริษัทปรับตัวรับผลกระทบจากภาษีนำเข้าและต้นทุนได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาค ซึ่งเริ่มส่งผลชัดเจนในไตรมาส 2/2569 ทั้งด้านการขนส่ง ค่าเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะการบริโภคที่อาจชะลอตัว ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาทางเลือกด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น

ในเชิงการตลาด SAPPE เตรียมเปิดตัวแคมเปญใหม่ของ “โมกุ โมกุ” ในไตรมาส 2/2569 โดยเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z เพื่อผลักดันแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกาหลีใต้และยุโรป ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวเปิดรับวัฒนธรรมเอเชียและเครื่องดื่มรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านการลงทุน บริษัทระบุว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ดำเนินการไปแล้ว โดยในปี 2569 เหลือการลงทุนเพิ่มเติมบางส่วน ขณะที่งบลงทุนปกติในระยะต่อไปคาดอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมการบำรุงรักษา การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ระบบอัตโนมัติ และโครงการลดต้นทุน ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันยังเพียงพอรองรับการเติบโตของยอดขายในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน SAPPE ยอมรับว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติก พลังงาน และวัตถุดิบบางรายการมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตในระยะสั้น โดยบริษัทมีการจัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่ง ควบคู่กับการบริหารต้นทุน และพิจารณาการปรับราคาสินค้าแบบค่อยเป็นค่อยไป หากต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถดูดซับได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า โดยปกติช่วง High Season ของ SAPPE จะอยู่ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของทุกปี เนื่องจากเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล หรือ Seasonal ของตลาดหลักทั้งในประเทศไทยและยุโรป ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น โดยบริษัทคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อยอดขายในช่วงกลางปี 2569 แม้ยังต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทคงเป้าหมายยอดขายเติบโต 15% โดยยังเชื่อว่าตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเอเชียและยุโรป จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต แม้ไตรมาส 2/2569 จะมีความผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่บริษัทจะเดินหน้าบริหารจัดการทุกด้าน เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

Company Snapshot

Back to top button