
GCAP GOLD ชี้ทองคำทรุด! รับแรงกดดัน “จ้างงานสหรัฐ” พุ่ง หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ
GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำเผชิญแรงกดดันระลอกใหม่ หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้ตลาดลดน้ำหนักการปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมจับตาทิศทางประธานเฟดคนใหม่ "Kevin Warsh" ที่อาจพลิกเกมกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ ชี้สัญญาณเทคนิคหลุดเส้น 200 วัน แนะนักลงทุนตั้งรับรอซื้อบริเวณแนวรับสำคัญ 4,180 ดอลลาร์สหรัฐ
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนทองคำในช่วงนี้ยังคงแนะนำให้ “รอย่อซื้อบริเวณแนวรับสำคัญ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด” โดยมีจุดแนวรับสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดบริเวณ 4,180 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นประมาณ 65,000 บาท และ 64,300 บาท ตามลำดับ) โดยเน้นการทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงเข้าใกล้บริเวณแนวรับ
ขณะเดียวกัน หากราคาทองคำสามารถฟื้นตัวและกลับขึ้นไปยืนเหนือโซนแนวต้านที่ 4,510 – 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นประมาณ 69,700 บาท) ได้อย่างมั่นคง จะถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาพแนวโน้มขาลงได้เริ่มคลี่คลาย และมีโอกาสที่จะเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัว
โดยทิศทางราคาในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ตลาดการเงินได้เริ่มปรับมุมมองที่มีต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อีกครั้ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรายงานตัวเลขการจ้างงานล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดน้ำหนักต่อการคาดการณ์เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดอาจจะกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณเชิงบวกจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง และตัวเลขการจ้างงานที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลักที่ตลาดให้ความสนใจอีกครั้ง
ด้านภาพรวมทางเทคนิคของราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในเชิงลบ หลังจากที่ราคาได้ปรับตัวลดลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันในระยะกลาง แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะเห็นจังหวะการฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,370 – 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นประมาณ 67,800 – 68,200 บาท) แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังคงถูกประเมินว่าเป็นเพียงการดีดตัวทางเทคนิคในระยะสั้นเท่านั้น

