TISCO ชี้หุ้นไทยแกร่ง “พีอี“ ต่ำ 12 เท่า ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น ชูแบงก์-สื่อสารเด่นรับปันผล

TISCO ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งและยังมีมูลค่าน่าสนใจ ชี้หากหักหุ้น DELTA ออก ส่งผลให้ P/E ตลาดลดลงมาอยู่ที่ระดับเพียง 12 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต พร้อมประเมินทิศทางครึ่งปีหลังดัชนีมีลุ้นฟื้นตัวเป็นขาขึ้น รับอานิสงส์เม็ดเงินต่างชาติ (FDI) ไหลเข้า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐหนุน แนะกลยุทธ์ลงทุนเน้นหลบภัยในหุ้นปันผลสูง ชู "แบงก์-สื่อสาร" โดดเด่นจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและพร้อมจ่ายปันผล


นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCO และประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงมีความแข็งแกร่งและเติบโตได้ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ของโลกการลงทุน โดยทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกยังมีความไม่แน่นอนว่าจะเป็นขาขึ้นถาวรหรือไม่ แม้หลายประเทศจะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะยังไม่เร่งปรับขึ้นในทันที หากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย TISCO ประเมินว่าอยู่ในจุดที่ค่อนข้างได้เปรียบและสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ท่ามกลางความเสี่ยงในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่อาจไม่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน 100% ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโอกาสกระจายเม็ดเงินไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นโลกที่เติบโตเฉลี่ย 10% นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงหนุนหลักมาจาก บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยหากตัดหุ้น DELTA ออกจากกระดาน จะพบว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,400 กว่าจุด หรือคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 10% ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของการลงทุนในตลาดโลก

เมื่อพิจารณาในด้านมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อกำไร (Forward P/E) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 16 เท่า แต่หากหักหุ้น DELTA ออก P/E ของตลาดจะลดลงมาอยู่ที่เพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตช่วงก่อนโควิด-19 ที่ระดับ 15 เท่า และหลังโควิด-19 ที่ระดับ 14 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจ พื้นฐานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และการปรับตัวขึ้นรอบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นแหล่งหลบภัยชั่วคราว

นอกจากนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มพลังงาน และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามเทรนด์การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “Jump Plus” ซึ่งคล้ายคลึงกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนสร้างการเติบโตของกำไรอย่างยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น

อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่สำคัญคือ ความคืบหน้าของนโยบายส่งเสริมการลงทุนผ่านบัญชีส่งเสริมการลงทุนระยะยาว (TISA) เพื่อเปลี่ยนเงินออมให้เป็นเงินลงทุน และเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวให้กับตลาดหุ้น ล่าสุดได้ข้อสรุปในหลักการเบื้องต้นแล้วว่า จะเป็นมาตรการถาวร สามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ (Asset Class) ทั้งหุ้นรายตัวและกองทุนรวม โดยจะแยกวงเงินลงทุนเป็นการเฉพาะ ไม่รวมกับวงเงินกองทุนเพื่อการเกษียณอายุที่มีอยู่เดิม สามารถสับเปลี่ยนสินทรัพย์ได้ แต่ห้ามนำเงินออกจนกว่าจะครบกำหนด ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการภายในปีนี้

ทั้งนี้ TISCO มองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือความสำเร็จของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ และการดึงดูดเม็ดเงิน FDI เข้ามาลงทุนจริง เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับ 3-4% ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

ด้านกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกลุ่มที่จ่ายปันผลยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีกระแสเงินสดพร้อมจ่ายปันผลสูง และไม่จำเป็นต้องเตรียมเงินเพื่อปล่อยกู้มากนักในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงมีกระแสเงินสดดี และกลุ่มสื่อสารที่ผ่านพ้นช่วงการลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว แตกต่างจากกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ยังต้องใช้เงินลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

Back to top button