
KTB จับตา เฟด-ตะวันออกกลาง ชี้ทิศทางบอนด์ยีลด์-เงินบาทยังผันผวน
แบงก์กรุงไทย (KTB) ชี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางและมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ย FED ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ ค่าเงินดอลลาร์ และเงินบาท พร้อมแนะผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงตลาดผันผวนสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) ยังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 4.50% แม้ตลาดจะให้น้ำหนักต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงในตลาดการเงินและราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ได้ช่วยชะลอการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง
ทั้งนี้ มองว่าทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐยังมีความเสี่ยงทั้งขาขึ้นและขาลง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในระยะต่อไป พร้อมคงคำแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐและไทย โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐปรับขึ้นเหนือระดับ 4.50% เนื่องจากประเมินว่า FED มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ยในปี 2570 หากเงินเฟ้อไม่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับตลาดเงิน เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง จากแรงหนุนของภาวะปิดรับความเสี่ยงในตลาดโลก หลังเกิดแรงขายในหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ขยับขึ้นสู่ระดับ 101.4 จุด ขณะที่ราคาทองคำในตลาด COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงเข้าใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงขายลดความเสี่ยงและแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
ในส่วนของค่าเงินบาท ยังคงมุมมองว่าเงินบาทเผชิญความเสี่ยงผันผวนสองด้านในระยะสั้น โดยขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้เงินบาทยังถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าที่เกิดขึ้นถือว่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยขายเงินดอลลาร์บริเวณแนวต้านสำคัญไปแล้ว
นอกจากนี้ ทิศทางเงินบาทในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทกลุ่ม AI และ Semiconductor ทั่วโลก หากผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด อาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ แต่หากเกิดแรงขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวต่อเนื่อง เงินบาทอาจยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า โดย KTB ยังคงมุมมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะกลับมาแข็งค่าทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน

