GCAP GOLD ชี้ทองคำขาลง เสี่ยงหลุด 4,090 เหรียญ เซ่นนโยบายเฟด

GCAP GOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำระยะสั้นยังคงเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานของเฟด พร้อมแนะนักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของราคา ให้กรอบแนวรับสำคัญที่ 4,090 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากหลุดระดับดังกล่าวเสี่ยงปรับฐานลงลึก


นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ภาพรวมทางเทคนิคของราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง เนื่องจากราคายังไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือโซน 4,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (เทียบเท่าราคาทองคำไทยประมาณ 67,500 บาท) ได้ อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำยังสามารถรักษาฐานและยืนเหนือระดับแนวรับสำคัญบริเวณ 4,090 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 63,700 บาท) ได้ ประเมินว่ายังมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระยะสั้นที่ระดับ 4,260 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ตามลำดับ (ราคาทองคำไทยประมาณ 66,300 บาท และ 67,500 บาท)

ทั้งนี้ หากราคาทองคำปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 4,090 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จะต้องระมัดระวังแรงขายที่อาจกดดันให้ราคาปรับฐานลงสู่แนวรับถัดไปบริเวณ 4,038 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 63,000 บาท) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้เคียงกับระดับแนวรับสำคัญ ขณะที่นักลงทุนที่มีสถานะซื้ออยู่แล้ว ควรพิจารณาทยอยแบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้านที่ 4,260–4,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากแรงขายทางเทคนิคที่ยังคงหนาแน่น

โดยราคาทองคำในปัจจุบันยังคงได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินครั้งล่าสุดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ยังคงสะท้อนโอกาสที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้

นอกจากนี้ ประธานเฟดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่จะอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน (Higher for Longer) ซึ่งกลายเป็นแรงหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวในระดับสูง และเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

Back to top button