
“ทองโลก” ดิ่งหลุด 4 พันเหรียญ ผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ย-SPDR เทขายหนัก
MTS ชี้ทองคำตลาดโลกร่วงแรงหลุด 4,000 เหรียญสหรัฐ ทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 8 เดือน หวั่นเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หนุนดัชนีดอลลาร์แข็งค่าสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ร่วมกับแรงเทขายจากกองทุน SPDR อย่างต่อเนื่อง
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด หรือ MTS เปิดเผยว่า ราคาทองคำได้เข้าสู่แนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่องหลังจากหลุดระดับสำคัญที่ 4,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,960 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 เดือน ส่งผลให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ปรับลดลงประมาณ 325 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือราว 8% จากระดับเปิดช่วงต้นปีที่บริเวณ 4,325 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภาพรวมราคาทองคำเริ่มสูญเสียโมเมนตัมหลักหลังจากหลุดแนวรับทางจิตวิทยา
ระยะสั้นจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าราคาจะสามารถกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวลงต่อ โดยมีโซนแนวรับถัดไปที่บริเวณ 3,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่กรอบการประเมินราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) มีแนวรับอยู่ที่บริเวณ 3,950 และ 3,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,050 และ 4,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศ (Thai Gold) มีแนวรับอยู่ที่ระดับ 62,000 บาท และมีแนวต้านอยู่ที่ระดับ 64,000 บาท
สำหรับแรงกดดันหลักที่ส่งผลต่อราคาทองคำ มาจากความกังวลของนักลงทุนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 101.61 จุด สูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะเดียวกัน กองทุนทองคำ SPDR ได้เทขายทองคำออกมา 4.28 ตัน ส่งผลให้ในเดือนมิถุนายนมียอดขายสุทธิรวม 15.80 ตัน และนับตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิรวมแล้วทั้งสิ้น 58.65 ตัน สอดคล้องกับข้อมูลของสภาทองคำโลก (WGC) ที่ระบุว่า กองทุน Gold ETF ทั่วโลกยังมีกระแสเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของราคาทองคำยังคงอยู่ในภาวะอ่อนตัวจากแรงกดดันหลัก 3 ประการ ได้แก่ การแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์, มุมมองเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด และแรงขายจากกองทุน ETF ส่วนของสถานการณ์ตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงสู่บริเวณ 72.60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากตลาดคาดการณ์ว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังเริ่มตอบรับในเชิงบวกต่อประเด็นการเปิดช่องแคบดังกล่าวโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง รวมถึงแนวทางที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาคืนเงินที่ยึดไว้ผ่านการจัดซื้อสินค้าประเภทอาหารจากสหรัฐฯ
