
MTS ชี้ราคาทอง Sideways Down เซ่นพิษสงคราม-เงินเฟ้อสหรัฐ วางแนวรับ 66,500 บาท
“แม่ทองสุก” ประเมินทิศทางราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบล่าง ถูกกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อและดัชนีดอลลาร์ที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตามยังมีแรงหนุนระยะยาวจากการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางจีน พร้อมแนะนักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของอิหร่านอย่างใกล้ชิด ประเมินกรอบแนวรับในประเทศที่ 66,500 บาท และแนวต้าน 68,000 บาท
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด หรือ MTS เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบความเคลื่อนไหวระยะสั้นของราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) โดยมีแนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,280 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,230 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านประเมินไว้ที่ระดับ 4,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,420 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนทองคำในประเทศ (Thai Gold) ประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 66,500 บาท และมีแนวต้านอยู่ที่ระดับ 68,000 บาท
ทั้งนี้ ราคาทองคำยังคงมีรูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวลง (Sideways Down) แต่เริ่มปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวทางเทคนิคภายหลังจากที่ราคาได้ดีดตัวขึ้นจากบริเวณ 4,270 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และกลับมาทรงตัวอยู่บริเวณ 4,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงขายเริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลงและเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ราคายังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ไปได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาพรวมของราคาในระยะสั้นถึงระยะกลางยังคงมีความเปราะบางสูง ทำให้ตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและสัญญาณการกลับตัวทางเทคนิค
ภาพรวมในระยะสั้นราคาทองคำจะถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะยาวยังคงมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก โดยล่าสุด ธนาคารกลางจีนได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีการซื้อเพิ่มอีกประมาณ 9.95 ตัน ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองรวมของจีนเพิ่มขึ้นเป็นระดับประมาณ 2,332 ตัน
นอกจากนี้ ตลาดยังคงจับตารอคอยการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ (10 มิ.ย.69) รวมถึงท่าทีล่าสุดของประเทศอิหร่าน ภายหลังจากที่มีรายงานว่าอิหร่านได้ประกาศระงับการโจมตีอิสราเอลเป็นการชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกันยังคงประกาศห้ามไม่ให้เรือของอิสราเอลเดินเรือผ่านบริเวณทะเลแดง พร้อมทั้งออกโรงเตือนว่าอาจมีการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด