
KTB ชี้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า คาดปีนี้ “เฟด” คงดอกเบี้ย
แบงก์กรุงไทย (KTB) มองเงินบาทยังเสี่ยงอ่อนค่า แนะใช้ Options รับมือความผันผวน จับตาเฟด-ตะวันออกกลางกำหนดทิศทางตลาด ชี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ยังผันผวน แนะทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวเมื่อยีลด์เกิน 4.50% คาดเฟดคงดอกเบี้ยปี 69
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยและยังเคลื่อนไหวบริเวณ 4.40% หลังตลาดคลายความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ภายหลังตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัว ได้จำกัดการปรับลดลงของบอนด์ยีลด์ ทำให้ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรยังมีความเสี่ยงทั้งขาขึ้นและขาลง (Two-way Risk) โดยในระยะต่อไป ตลาดจะจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED
ทั้งนี้ ยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 4.50% เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่เงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางของสหรัฐฯ ยังไม่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังคงมุมมองว่า FED มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2027 ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจาก Dot Plot ของ FED และการคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบัน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ด้านตลาดเงิน เงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways Down โดยอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ หลังตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาตามคาด แต่ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบ Hormuz ได้ช่วยหนุนแรงซื้อเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวบริเวณ 101.3-101.8 จุด
ขณะที่ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจไม่รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ แต่แรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังจำกัดการฟื้นตัวของทองคำไว้บริเวณ 4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับค่าเงินบาท ยังคงประเมินว่าในระยะสั้นจะเผชิญความผันผวนทั้งสองทิศทาง โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการกลับมาเปิดใช้ช่องแคบ Hormuz อย่างเต็มรูปแบบ จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะตลาดผันผวน
นอกจากนี้ มองว่าแรงกดดันต่อเงินบาทยังไม่หมดไป เนื่องจากตลาดยังไม่ได้ปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนยังต้องการเห็นข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี CPI ชะลอตัวต่อเนื่องอีกระยะ ก่อนจะเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED
หากเกิดปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ทำให้ตลาดกลับมาเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์และกดดันเงินบาทเพิ่มเติม เช่นเดียวกับกรณีความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบไม่พุ่งทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะยังถูกจำกัดบริเวณแนวต้านสำคัญที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
ส่วนรายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาด แม้จะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่แรงขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันเงินบาทต่อเนื่อง รวมถึงอาจส่งผลต่อราคาทองคำและค่าเงินเยนที่มีโอกาสผันผวนสูง
โดยรวมยังคงมุมมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า หรืออย่างน้อยแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางที่ชัดเจนตามสัญญาณทางเทคนิค จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จึงจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเงินบาทอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

