
KTB ชี้ภาคผลิตไทยเปราะบาง จับตาค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.75 บ.
KTB ชี้ภาคการผลิตไทยยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แม้การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องจากแรงหนุน AI Boom พร้อมเตือนเงินบาทยังผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง จับตาค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ผู้เล่นในตลาดการเงินไทยจะจับตาการประกาศข้อมูลภาคการผลิตของไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนมิถุนายน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ
แม้ว่าการส่งออกของไทยจะยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) แต่ภาคการผลิตของไทยยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนว่าสินค้าส่งออกบางส่วนเป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อส่งออกต่อ โดยไม่ได้มีการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากนัก อีกทั้งผู้ประกอบการไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ด้านปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการรายงานยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม รวมถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Tankan Survey) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงิน
ขณะที่จีน นักลงทุนจะจับตาดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนมิถุนายน รวมถึงดัชนี RatingDog PMI ที่สะท้อนภาวะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนเวียดนามจะมีการประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ควบคู่กับข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ยอดส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ
นายพูน กล่าวว่า สำหรับค่าเงินบาทประเมินว่า สัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยแม้แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจะเริ่มชะลอลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อ หรือแกว่งตัวในลักษณะ Sideways ทั้งนี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งคาด ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงจนหนุนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทดสอบแนวต้านบริเวณ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ได้
ในทางกลับกัน หากตลาดลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ FED และบรรยากาศการลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าบ้าง แต่คาดว่าจะมีแนวรับสำคัญบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน กล่าวว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้งทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ซึ่งตลาดจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ แต่หากความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินบาทก็มีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อ โดยประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงของโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ราว 60% อาจส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวได้ประมาณ 30 สตางค์
ด้วยความผันผวนของตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เช่น การใช้ Options เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน ในเชิงเทคนิค เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า โดยจะเปลี่ยนทิศทางได้ก็ต่อเมื่อสามารถแข็งค่าผ่านระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ขณะที่เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็งค่าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง หรือความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรงอีกครั้ง แม้ภาพรวมตลาดยังคงมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางก็ตาม

