
CGSI แนะสอย SCB-KBANK ชูพื้นฐานแกร่ง-ปันผลสูง
CGSI มองกำไรกลุ่มธนาคารไตรมาส 2/69 รวม 8 แห่ง อยู่ที่ 5.63 หมื่นล้าน ชะลอตัวจากผลกระทบการหั่นดอกเบี้ยของ ธปท. ที่กดดัน NIM พร้อมจับตาหนี้เสีย NPL ที่มีแนวโน้มขยับขึ้น ชู SCB-KBANK เป็นหุ้นเด่นรับอานิสงส์ความแกร่งด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและปันผลสูง
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า ประมาณการสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (0%) ขณะที่ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.6% นับตั้งแต่ต้นปี โดยคาดว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP น่าจะมีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดที่ 2.2% และ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตามลำดับ ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB น่าจะมีสินเชื่อหดตัวมากที่สุด 1.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 พบว่า ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT และ KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุด 5.3% และ 3.9% จากเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเป้าหมายของธนาคารในปี 2569 เชื่อว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB น่าจะสามารถขยายสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย เมื่อประเมินจากยอดสินเชื่อรวมในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ขณะที่ KBANK, KTB และ KKP มีแนวโน้มที่จะทำยอดสินเชื่อได้ดีกว่าเป้าหมาย ส่วน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มีการเติบโตของสินเชื่อในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ต่ำกว่าที่ธนาคารให้แนวทางไว้สำหรับปี 2569
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดการณ์ว่าธนาคารทั้ง 8 แห่งที่ทำการศึกษา จะมีกำไรสุทธิรวม 5.63 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พร้อมคาดว่าจะมีกำไรก่อนตั้งสำรองรวม 1.137 แสนล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในช่วงไตรมาส 2/2569 ขณะที่ยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะยังเติบโต 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, 1.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 2.3% นับตั้งแต่ต้นปี โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน
นอกจากนี้ คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในไตรมาส 2/2569 จะลดลง 0.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.09% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในไตรมาส 1/2569 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของกลุ่มธนาคารลดลง 11.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 2/2569
ขณะเดียวกัน ประเมินว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเติบโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 2/2569 โดยคาดว่าการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนจะได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจกองทุนรวม และกำไรจากการลงทุน ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 41.9% ในไตรมาส 1/2569 เป็น 42.2% ในไตรมาส 2/2569 แต่อัตราการตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) มีแนวโน้มลดลงจากระดับ 1.38% ในไตรมาส 1/2569 และ 1.50% ในไตรมาส 2/2568 มาอยู่ที่ 1.31% ในไตรมาส 2/2569
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) โดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 3.63% ในไตรมาส 1/2569 เป็น 3.76% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL (Coverage Ratio) ลดลงจากระดับ 205.5% ในไตรมาส 1/2569 เหลือ 203.0% ในไตรมาส 2/2569
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มีมุมมองว่า กลุ่มธนาคารไทยมีการประเมินมูลค่าค่อนข้างแพง โดยมีการซื้อขายที่ระดับ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.81 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 0.67 เท่า แต่กลุ่มธนาคารยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูงที่ 6.3–6.5% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 ดังนั้น จึงยังคงให้คำแนะนำ “Neutral” (เท่ากับตลาด) สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยเลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) เนื่องจากทั้งสองธนาคารมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในระดับสูง คิดเป็น 18–19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 2568 และยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7.4–7.6% ในปี 2569
ทั้งนี้ เชื่อว่าธนาคารที่มีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่งจะมีศักยภาพในการทำกำไรที่เหนือกว่าในระยะยาว (5 ปี) อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารยังคงมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) หากอัตราส่วน NPL และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่มีปัจจัยเชิงบวก (Upside Risk) จากการลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่ง และภาคการส่งออกที่เติบโตขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

