“หุ้นอิเล็กทรอนิกส์” ทรุดยกแผง! DELTA ร่วง 5% เซ่นกำไรต่ำคาด-ต้นทุนวัตถุดิบสูง

6 หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลดลง นำโดย TEAM ร่วง 5% ขณะที่ DELTA-HANA-KCE ลดลงกว่า 2% ท่ามกลางความกังวลต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร ด้าน บล.กรุงศรีคาด DELTA กำไรไตรมาส 4/69 ทำนิวไฮแตะ 1 หมื่นล้านบาท รับดีมานด์ AI-Data Center หนุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 320 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ณ เวลา 10:34 น. อยู่ที่ระดับ 226.00 บาท ลบ 6.00 บาท หรือ 2.59% สูงสุดที่ระดับ 231.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 222.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,962.06 ล้านบาท

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อยู่ที่ระดับ 48.00 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 2.54% สูงสุดที่ระดับ 49.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 47.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 260.11 ล้านบาท

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE อยู่ที่ระดับ 71.75 บาท ลบ 1.75 บาท หรือ 2.38% สูงสุดที่ระดับ 73.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 70.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 611.78 ล้านบาท

บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET อยู่ที่ระดับ 8.90 บาท ลบ 0.10 บาท หรือ 1.11% สูงสุดที่ระดับ 9.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 260.20 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT อยู่ที่ระดับ 7.60 บาท ลบ 0.15 บาท หรือ 1.94% สูงสุดที่ระดับ 7.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 7.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 73.51 ล้านบาท

บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM อยู่ที่ระดับ 5.70 บาท ลบ 0.30 บาท หรือ 5.00% สูงสุดที่ระดับ 6.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 5.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.55 ล้านบาท

หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นจากความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการและต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แม้รายได้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ DELTA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 27.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16.3% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากบริษัทมีภาระการตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประมาณการ

ความกังวลดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้น DELTA อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากการขายหุ้น DELTA หลังผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาด แม้ยังมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ขนาดรองเข้ามาช่วยพยุงดัชนี สะท้อนว่าปัจจัยลบไม่ได้กระทบหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทุกบริษัทในระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะสร้างความผิดหวังในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ DELTA โดยประเมินว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของยอดขายและผลประกอบการในไตรมาส 4/2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์หุ้น DELTA ภายหลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์เพื่อรับฟังแนวโน้มผลประกอบการว่า บริษัทมีโอกาสสร้างกำไรสูงสุดใหม่ในไตรมาส 4/2569 จากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น โดยฝ่ายบริหารคาดว่ารายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีจะเติบโตในอัตราเลขสองหลักเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีแนวโน้มทำระดับสูงสุดของปี

สำหรับปัจจัยสนับสนุนหลักยังมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่มระบบจัดการกำลังไฟฟ้า (Power Electronics) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทยังคงเป้าหมายสัดส่วนรายได้ระหว่างครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังที่ระดับ 40:60 ตามแผนเดิม

ทั้งนี้ บล.กรุงศรีประเมินว่า DELTA มีโอกาสทำรายได้ในไตรมาส 4/2569 ประมาณ 93,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนหน้า และคาดกำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวมาอยู่ที่ประมาณ 29% จากระดับ 27.3% ในไตรมาส 3/2569

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัวช้ากว่าคาด มาจากการตั้งสำรองสินค้าคงคลังประมาณ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 800 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 โดยการตั้งสำรองดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัญหาสินค้าล้าสมัยหรือความต้องการสินค้าลดลง แต่เป็นผลจากลูกค้าบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้การรับมอบสินค้าจาก DELTA ล่าช้ากว่ากำหนด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารคาดว่า เมื่อการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้ากลับเข้าสู่ภาวะปกติ บริษัทจะสามารถทยอยกลับรายการสำรองสินค้าคงคลังดังกล่าวได้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 ถึงไตรมาส 1/2570 ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น

นอกจากนี้ DELTA ยังมีแผนปรับขึ้นราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในไตรมาส 1/2570 เพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นมา โดยตั้งเป้าส่งผ่านภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าในปีหน้า ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรและความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2570 บล.กรุงศรีคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของ DELTA จะเติบโตเร่งตัวขึ้นประมาณ 51% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากที่คาดว่าจะเติบโต 42% ในปี 2569 โดยได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่ม Data Center และการปรับราคาขายสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่า แนวโน้มคำสั่งซื้อของ DELTA ยังคงแข็งแกร่ง โดยฝ่ายบริหารประเมินว่าบริษัทจะมีคำสั่งซื้อรองรับการเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 3/2570 จากความต้องการเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของทีมวิจัย KGI Taiwan ซึ่งคาดว่ายอดจัดส่งเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกจะขยายตัว 21% ในปี 2569 และ 25% ในปี 2570

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา (Cloud Service Providers: CSPs) ที่ยังเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโมเดล AI เพื่อรองรับความต้องการทั้งการฝึกอบรมและการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่างบลงทุน (Capital Expenditure: CAPEX) ของผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวจะเติบโตประมาณ 79% ในปี 2569 และ 34% ในปี 2570

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บล.เคจีไอประเมินว่ายอดขาย DELTA จะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังยอดขายตั้งแต่ต้นไตรมาสเติบโตในอัตราเลขสองหลัก โดยหากบริษัทสามารถรักษาสัดส่วนรายได้ระหว่างครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังที่ 40:60 ได้ตามเป้าหมาย คาดว่ายอดขายไตรมาส 4/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลให้ยอดขายทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่ 8,167 ล้านดอลลาร์สหรัฐประมาณ 13%

อย่างไรก็ตาม บล.เคจีไอมองว่า แม้แนวโน้มยอดขายจะเติบโตแข็งแกร่ง แต่ความสามารถในการทำกำไรยังเผชิญความท้าทายจากภาวะอุปทานวัตถุดิบตึงตัว เนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังเพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้า ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ทำให้ต้องใช้วัตถุดิบหลากหลายประเภท ส่งผลให้มีความเสี่ยงต้องตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มเติม

ทั้งนี้ แม้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2569 จะช่วยให้บริษัทสามารถกลับรายการสำรองสินค้าคงคลังบางส่วนได้ แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวอาจถูกหักล้างด้วยการตั้งสำรองรายการอื่น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างจำกัดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยบริษัทได้ปรับลดเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 จากเดิม 30% เหลือ 29% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สมมติฐานของ บล.เคจีไออยู่ที่ 29.6%

สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2569 บล.เคจีไอคาดว่าจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของยอดขาย โดยกำไรจากธุรกิจหลักในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นประมาณ 71% ของประมาณการกำไรทั้งปีของฝ่ายวิจัย ส่งผลให้ยังคงมุมมองว่าผลประกอบการปีนี้มีโอกาสเป็นไปตามประมาณการ เนื่องจากยอดขายที่สูงกว่าคาดอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าสมมติฐานได้บางส่วน

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองว่า DELTA จะได้รับประโยชน์จากการยกระดับเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันสูงกระแสตรง 800 โวลต์ (800V HVDC) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูงในอนาคต ขณะที่ความสำเร็จในการเจรจาปรับราคาขายผลิตภัณฑ์กับลูกค้าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและรักษาระดับอัตรากำไร

สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ “ซื้อ” DELTA พร้อมคงราคาเป้าหมายที่ 320 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าการปรับฐานของราคาหุ้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนความผิดหวังจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2569 ที่ช้ากว่าคาดไปบางส่วนแล้ว ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2569 และปี 2570 ยังมีโอกาสเติบโตแข็งแกร่ง จึงมองว่าการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการทยอยสะสม

ส่วน บล.เคจีไอคงคำแนะนำการลงทุนระดับ “Outperform” พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 320 บาทต่อหุ้น จากแนวโน้มคำสั่งซื้อ AI และ Data Center ที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจระบบจัดการกำลังไฟฟ้าในระยะยาว แม้ต้นทุนวัตถุดิบและการตั้งสำรองสินค้าคงคลังยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

Back to top button