
KBANK เป้าใหม่ 260 บาท ลุ้นกำไร Q2 แตะ 1.3 หมื่นล. ปันผล 2 บ./หุ้น
บล.กรุงศรี (KSS) แนะนำซื้อ KBANK ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 69 ขึ้นเป็น 260 บาท รับอานิสงส์ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและสินเชื่อโตแกร่ง คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 แตะ 1.3 หมื่นล้านบาท ประเมินจ่ายปันผลครึ่งปีแรก 2 บาทต่อหุ้น ชูจุดเด่นการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และพร้อมรับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ฝ่ายวิจัยปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ขึ้นเป็น 260 บาท หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิในช่วงปี 2569-2571 ขึ้นเฉลี่ยปีละ 4-6% จากภาพรวมสินเชื่อรวมและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาดการณ์ว่า KBANK จะรายงานกำไรสุทธิที่ 13,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นถึง 16% ตามการเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่ลดลง 4% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 7% จากการเร่งรัดการจัดการคุณภาพสินทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2568
นอกจากนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของ KBANK ช่วงปี 2569-2571 โดยจะอยู่ที่ 50,695 ล้านบาท, 52,688 ล้านบาท และ 53,595 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนถึงรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเติบโตดีกว่าคาดตามการขยายตัวของสินเชื่อรวม และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่โดดเด่นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ทั้งนี้ KBANK มีกำหนดการประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ด้านภาพรวมสินเชื่อคาดว่าจะขยายตัว 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็นการเติบโต 2.9% นับตั้งแต่ต้นปี รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.20% เท่ากับช่วงไตรมาส 1/2569
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และเลือกให้ KBANK เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คู่กับ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 45.00 บาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ 1.ความสามารถในการรักษาระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึง 6% ต่อปี โดยคาดการณ์เงินปันผลในงวดครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 2 บาทต่อหุ้น 2.ศักยภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งในส่วนของการควบคุมค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) และหนี้เสีย และ 3.เป็นหนึ่งในธนาคารที่จะได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle)

