
“กรภัทร” ชี้ SET แกว่ง 1,560-1,600 จุด จับตาศาลฯ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแบงก์-นิคม-ICT เด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET วันนี้แกว่ง 1,560-1,600 จุด รอลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หากไม่ขัดหรือขัดบางส่วน หนุนตลาดฟื้น พร้อมชูหุ้น Value กลุ่มแบงก์ นิคมฯ โรงไฟฟ้า รับเหมา และ ICT เด่น ขณะที่ Data Center ยังเป็นเมกะเทรนด์ระยะกลาง-ยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 ว่า ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังถูกกดดันจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเป็นประเด็นกดดันตลาด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นมาแถว 78-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับที่ต้องติดตาม โดยมองกรอบสำคัญที่ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเป็นโซนใกล้จุดสูงสุดในระยะสั้น หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ยกระดับไปสู่การปิดเส้นทางเดินเรือ ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี บริเวณ 4.5-4.6% ก็อาจอยู่ในโซนใกล้พีคเช่นกัน
สำหรับตลาดหุ้นไทย KSS ประเมินว่า SET วันนี้มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ โดยให้แนวรับบริเวณ 1,560 จุด และแนวต้าน 1,600 จุด โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หากผลออกมาไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะเป็นบวกชัดเจนต่อตลาด ส่วนกรณีขัดบางส่วนยังมองว่าตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่หากขัดทั้งหมด ดัชนีอาจถอยลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,540-1,550 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่าตลาดยังคงค้นหาหุ้นกลุ่ม Value และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนใหม่ โดยกลุ่มที่มีโอกาสช่วยประคองตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และ ICT ขณะที่กลุ่มที่ถูกกดดันแรงก่อนหน้า เช่น โรงพยาบาล ค้าปลีก ท่องเที่ยว และไฟแนนซ์ อาจเริ่มเห็นแรงซื้อกลับบางส่วน หากแรงกดดันจากน้ำมันและบอนด์ยีลด์เริ่มผ่อนคลาย
นายกรภัทรกล่าวเพิ่มเติมว่า ธีม Data Center และ AI Economy ยังเป็นเมกะเทรนด์ระยะกลางถึงยาว โดยหากงบในส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินผ่านการพิจารณา จะช่วยเร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่าน อาจทำให้หุ้นโรงไฟฟ้ามีแรงกดดันระยะสั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนภาพการลงทุนระยะยาวของอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน KSS ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุว่าทีมวิจัยได้เริ่มต้นบทวิเคราะห์หุ้น KCE และ HANA พร้อมให้ราคาเป้าหมาย KCE ที่ 50.50 บาท และ HANA ที่ 51.70 บาท ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารยังมีโอกาสถูกปรับมูลค่าเพิ่มขึ้น จากโครงสร้างรายได้ใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ Private Wealth และ Private Banking ที่ช่วยหนุนการเติบโตระยะยาว

