
ITEL ปักธงรับทุน AI โลกย้ายฐานเข้าไทย! ดันรายได้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” พุ่ง
ITEL รับอานิสงส์บิ๊กทุน Hyper Scaler แห่ปักหมุดลงทุน Data Center ในเขตพื้นที่ EEC ดันยอดขอไฟพุ่ง 5.4 พันเมกะวัตต์ กางแผนปี 69 ปั๊มรายได้ประจำโตแกร่ง พร้อมจ่อบุ๊กเงินสดล่วงหน้าปลายปีนี้
ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า กระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเร่งให้ความต้องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในประเทศไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ระดับโลก (Hyper Scaler) ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud, AI และ Data Center เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้อาศัยเพียงพื้นที่ ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็นเท่านั้น แต่ยังต้องมีระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Connectivity) ที่มีเสถียรภาพสูง ความหน่วงต่ำ (Low Latency) และรองรับปริมาณทราฟฟิกขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถให้บริการลูกค้าและสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้จริง
“ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีไฟฟ้าแต่ไม่มี Connectivity ก็เหมือนสินทรัพย์ที่ติดเกาะ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลไปยังลูกค้า เกตเวย์ต่างประเทศ หรือดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอื่นได้” ดร.ณัฐนัย กล่าว
สำหรับประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการ Hyper Scaler ระดับโลก เนื่องจากมีความพร้อมด้านพื้นที่รองรับการลงทุน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะสิงคโปร์ เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ส่งผลให้ความต้องการลงทุนบางส่วนทยอยย้ายมายังประเทศไทยมากขึ้น
ข้อมูลประกอบการนำเสนอของ ITEL ระบุว่า พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีคำขอใช้ไฟฟ้าสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 22 โครงการ คิดเป็นกำลังไฟฟ้าที่ร้องขอรวม 5,461 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 14 โครงการ กำลังไฟฟ้า 2,456 เมกะวัตต์ จังหวัดระยอง 6 โครงการ กำลังไฟฟ้า 2,264 เมกะวัตต์ และจังหวัดฉะเชิงเทรา 2 โครงการ กำลังไฟฟ้า 741 เมกะวัตต์ สะท้อนทิศทางการลงทุนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า ITEL มีความพร้อมรองรับการเติบโตของตลาดดังกล่าว ด้วยโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกที่ครอบคลุม 75 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งประเภทที่ 1 และประเภทที่ 3 รวมถึงมีเส้นทางโครงข่ายผ่านแนวรถไฟและทางหลวง ช่วยเพิ่มความหลากหลายของเส้นทางการเชื่อมต่อและยกระดับความมั่นคงของระบบ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศและให้บริการด้าน MPLS, IPLC, Dark Fiber และ Wavelength ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศสำหรับลูกค้ากลุ่ม Hyper Scaler ได้อย่างครบวงจร
ปัจจุบัน ITEL ให้บริการลูกค้ากลุ่ม Hyper Scaler มาแล้วราว 2-3 ปี และเริ่มเห็นลูกค้าหลายรายทยอยเข้าสู่ช่วงใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้บริษัทจะได้รับกระแสเงินสดจากเงินชำระล่วงหน้าของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวประมาณ 200-300 ล้านบาทขึ้นไป
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มธุรกิจ Data Center และ Hyper Scaler ไว้ที่ประมาณ 170 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นรายได้ประจำ (Recurring Income) ระดับ 200-300 ล้านบาทต่อปี จากการทยอยรับรู้รายได้จากการให้บริการลูกค้ารายใหญ่
ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทประเมินว่าจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากลูกค้ากลุ่ม Hyper Scaler ที่เริ่มเปิดใช้งานจริง รวมถึงความคืบหน้าโครงการ USO ซึ่ง ITEL ยื่นข้อเสนอครอบคลุม 5 ภาค โดยเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด 2 ภาค และอยู่ในอันดับ 2 อีก 1 ภาค ทำให้มีโอกาสได้รับงานอย่างน้อย 2-3 ภาค
ดร.ณัฐนัย กล่าวย้ำว่า ITEL มีความมั่นใจในการเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Connectivity สำหรับธุรกิจ Data Center และ Hyper Scaler ของประเทศไทย ด้วยความพร้อมของโครงข่ายระดับประเทศ การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น

