
ทั่วโลกขยับรับมือวิกฤต! หลายชาติแนะสำรองอาหาร 3–7 วัน ไทยย้ำ “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก”
ทั่วโลกตื่นตัว! หลายชาติแนะประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และของจำเป็น 3–7 วัน รับมือภัยพิบัติ สงคราม และภัยไซเบอร์ ขณะที่ “อนุทิน” ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชูหลัก “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก” ด้าน สมช. ยันไม่มีประกาศให้ตุนเสบียง 72 ชั่วโมง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง และภัยคุกคามทางไซเบอร์ หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 3 วัน หรือประมาณ 7–10 วัน ตามระดับความเสี่ยงและแนวทางของแต่ละประเทศ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ภายหลังมีรายงานว่ารัฐบาลหลายประเทศในยุโรปและเอเชียเผยแพร่แนวทางรับมือภาวะวิกฤตแก่ประชาชน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบสาธารณูปโภค การขนส่ง การสื่อสาร หรือระบบชำระเงินหยุดชะงัก ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม และบริการพื้นฐานได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม มาตรการสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประเทศเหล่านั้นกำลังประกาศเตือนว่าจะเกิดสงครามหรือภัยพิบัติครั้งใหญ่ในทันที แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยบางประเทศมีคู่มือดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ขณะที่บางประเทศมีการปรับปรุงแนวทางหรือเปิดตัวแคมเปญใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในปัจจุบัน
หนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจคือสหราชอาณาจักร ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าประชาสัมพันธ์แคมเปญ “Be Ready” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยแนะนำให้แต่ละครัวเรือนมีสิ่งของจำเป็นเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง ครอบคลุมการเตรียมน้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้นาน ยาประจำตัว อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ไฟฉาย วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่ และอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า เพื่อรองรับกรณีไฟฟ้าดับ น้ำประปาหยุดจ่าย หรือระบบสื่อสารขัดข้อง
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ในระยะแรกของเหตุฉุกเฉิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดสรรทรัพยากรเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงก่อน โดยประชาชนสามารถทยอยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นตามความเหมาะสมของแต่ละครัวเรือน ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อสินค้าจำนวนมากในคราวเดียว
ด้านญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว สึนามิ และภูเขาไฟมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในระดับครัวเรือน โดยมีแนวทางแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 3 วัน และหากเป็นไปได้ควรเตรียมให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตประมาณ 1 สัปดาห์
มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อญี่ปุ่น เนื่องจากภัยพิบัติขนาดใหญ่อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา การขนส่ง และระบบกระจายสินค้า ทำให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ได้ทันที โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมอุปกรณ์สุขอนามัยและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตภายในบ้าน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ประชาชนสามารถพักอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคตามปกติ
ขณะที่ไต้หวันมีแนวทางส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตประมาณ 7 วัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองหากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งและการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ด้านความมั่นคง
ส่วนประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะสวีเดน ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตและสงคราม โดยมีการแจกจ่ายคู่มือการปฏิบัติตนให้แก่ประชาชน เพื่อให้แต่ละครัวเรือนสามารถเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจทำให้ระบบบริการพื้นฐานหยุดชะงัก พร้อมแนะนำให้ประชาชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ แม้ไม่สามารถใช้ไฟฟ้า น้ำประปา หรือซื้ออาหารได้ตามปกติ
สำหรับเยอรมนี มีแนวทางให้ประชาชนเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับระยะเวลาประมาณ 10 วัน ขณะที่นอร์เวย์และเอสโตเนียแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตประมาณ 7 วัน โดยแนวทางของแต่ละประเทศมีรายละเอียดแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ
นอกจากนี้ ประเทศฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ และเดนมาร์ก ต่างให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับช่วงเวลาที่ระบบบริการพื้นฐานอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (European Union: EU) ได้ประกาศยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤตของประเทศสมาชิก ครอบคลุมการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การสร้างความพร้อมด้านสาธารณสุข การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการเสริมความสามารถของประชาชนในการดูแลตนเอง โดยมีแนวทางส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของประเทศต่าง ๆ เป็นการดำเนินมาตรการภายใต้กรอบนโยบายและระยะเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศออกคำเตือนฉุกเฉินใหม่พร้อมกันในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่บางประเทศมีแนวทางเตรียมความพร้อมในระดับครัวเรือนอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อพิจารณาเหตุผลเบื้องหลังการออกแนวทางดังกล่าว พบว่าความเสี่ยงสำคัญประการแรกคือภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ภัยแล้ง หรือไฟป่า ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การขนส่งอาหารและน้ำดื่มเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยต้องหยุดชะงักหรือล่าช้า
อีกปัจจัยสำคัญคือภัยคุกคามทางไซเบอร์และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม ธนาคาร และระบบชำระเงิน ซึ่งหากเกิดการโจมตีหรือระบบขัดข้องอย่างรุนแรง อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือซื้อสินค้าจำเป็นได้ตามปกติ แม้สินค้ายังคงมีอยู่ในตลาดก็ตาม
นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกความเสี่ยงที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน การขนส่งระหว่างประเทศ และห่วงโซ่อุปทานสินค้า โดยเฉพาะในกรณีที่เส้นทางเดินเรือหรือแหล่งผลิตพลังงานสำคัญได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการขนส่งและกระทบต่อการกระจายสินค้าในบางพื้นที่
ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองในช่วง 72 ชั่วโมงแรกของเหตุฉุกเฉินยังช่วยลดภาระของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากเป็นช่วงสำคัญของการเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ หากประชาชนส่วนใหญ่สามารถพึ่งพาตนเองได้ชั่วคราว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง และพื้นที่ประสบภัยรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย กระแสข่าวหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มสร้างความสนใจต่อสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ โดยเฉพาะข้อสงสัยว่ารัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องออกมาตรการในลักษณะเดียวกันหรือไม่
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภาเกี่ยวกับกรณีหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ก่อนย้ำว่า “เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก” เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างมีสติและไม่เกิดความวิตกกังวลเกินความจำเป็น
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง โดยกล่าวถึงความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมและสามารถผลิตอาหารได้ภายในประเทศ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือเร่งกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น
ขณะเดียวกัน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ภายหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าหน่วยงานได้แจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับ 72 ชั่วโมง เพื่อรองรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และ สมช. ไม่ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองหรือกักตุนสิ่งของจำเป็นเป็นเวลา 72 ชั่วโมงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สมช. ยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เป็นหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. ระบุว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในระดับต่าง ๆ และจะหารือร่วมกับหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยย้ำว่าการเตรียมความพร้อมเป็นกระบวนการปกติในการบริหารความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแนวทางของประเทศต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายสำคัญของการสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นคือการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด มากกว่าการกระตุ้นให้ประชาชนเร่งซื้อสินค้าจำนวนมาก โดยการเตรียมความพร้อมระดับครัวเรือนสามารถเริ่มต้นจากน้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้นาน ยาประจำตัว อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และช่องทางรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ต โดยคำนึงถึงจำนวนสมาชิกในครอบครัวและความต้องการเฉพาะของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย
การทยอยจัดเตรียมสิ่งของตามความจำเป็นยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าเกินความต้องการ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อระบบกระจายสินค้าโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้รัฐบาลยืนยันถึงความมั่นคงทางอาหารและยังไม่มีประกาศให้ประชาชนสำรองเสบียง 72 ชั่วโมง แต่ความเคลื่อนไหวของหลายประเทศสะท้อนว่า การรับมือความเสี่ยงในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความมั่นคงทางทหาร หากยังครอบคลุมระบบพลังงาน การเงิน เทคโนโลยี การสื่อสาร และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเหตุผลที่หลายประเทศแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับ 3–7 วัน แต่รวมถึงความพร้อมของแต่ละครัวเรือนและแต่ละประเทศในการรับมือกับสถานการณ์ที่บริการพื้นฐานอาจหยุดชะงักอย่างกะทันหัน โดยการเตรียมความพร้อมอย่างมีเหตุผลควบคู่กับการติดตามข้อมูลที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่สร้างความตื่นตระหนก และสะท้อนหลักการสำคัญว่า การเตรียมพร้อมรับวิกฤต ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะต้องเกิดขึ้นในทันที