SCB WEALTH ชี้ธีม AI ครึ่งปีหลังไปต่อ แนะเก็บกลุ่มชิป-พลังงาน

SCB WEALTH เปิดทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในธีม AI ช่วงครึ่งหลังปี 69 เน้นบริษัทที่สามารถสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง ชี้กลุ่มผู้ผลิตชิป โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานคือผู้ชนะ พร้อมแนะกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมคัดสรรพิเศษเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า SCB WEALTH ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ SCB CIO, บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM จัดงานเสวนาออนไลน์เจาะลึกการลงทุนในหัวข้อ “อ่านเกม AI : ลงทุนต่อ หรือรอจังหวะใหม่?” เพื่อให้คำแนะนำแก่กลุ่มลูกค้า Wealth โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การลงทุนในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังสูงสุด โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่สามารถสร้างผลกำไรและให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริงเป็นหลัก

นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO เปิดเผยว่า นักลงทุนจำเป็นต้องติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสภาวะเศรษฐกิจขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-Shaped Growth) ส่งผลให้ธุรกิจด้าน AI และเทคโนโลยียังขยายตัวได้ดี

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยยังคงถูกกดดัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงจากความขาดแคลนด้านอุปทานพลังงาน ภาวะสงคราม และนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะยังคงทรงตัวในระดับสูงและ Fed จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ปัจจัยถัดมาคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และปัจจัยสุดท้ายคือ ความสามารถในการสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดจากการลงทุนในระบบ AI เพื่อให้ทันต่อความคาดหวังของตลาด

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการระดมทุนผ่านตลาดทุนสหรัฐฯ ในปี 2569 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) มีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่องจนอาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 สำหรับในแง่มูลค่าหุ้น (Valuation) มองว่าปัจจุบันยังไม่ใช่สภาวะฟองสบู่เนื่องจากยังมีผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนและการปรับประมาณการกำไรที่ดีมารองรับ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น แนวโน้มการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS Revision) ความสามารถในการทำกำไรจาก AI ระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และการกระจุกตัวของผลตอบแทนในหุ้นขนาดใหญ่เพื่อป้องกันความเสี่ยง

นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO กล่าวเพิ่มเติมว่า SCB CIO ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม AI โดยจัดให้เป็นหนึ่งใน Mega Force หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะยาวตามวัฏจักรการลงทุนที่ยังขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยุคปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องคัดเลือกหุ้นเป็นรายบริษัท (Selective) โดยแบ่งโอกาสออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ขาย AI (AI Enablers) เช่น ผู้ผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งกลุ่มนี้มีทัศนวิสัยการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน และกลุ่มผู้ใช้ AI (AI Beneficiaries) เช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์ การเงิน และเฮลท์แคร์ ที่นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ซึ่งกลุ่มหลังยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการแปลงการลงทุนให้เป็นกำไรสุทธิ

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรหุ้นกลุ่ม AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทั้งพอร์ตโฟลิโอหลัก (Core Portfolio) เพื่อการเติบโตระยะยาว และพอร์ตโฟลิโอตามโอกาส (Opportunistic Portfolio) เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม โดยสัดส่วนควรสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงอาจแบ่งพอร์ตหลัก 80% และพอร์ตตามโอกาส 20% โดยยึดหลักการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ภาพรวมของหุ้นกลุ่ม AI ในขณะนี้เริ่มมีความตึงตัวด้านราคา โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เฉลี่ยสูงกว่า 20 เท่า และหากพิจารณาหุ้นที่มี P/E เกินกว่า 30 เท่า จะถือว่าเป็นระดับที่ต้องพิจารณาด้าน Valuation อย่างรอบคอบ เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยงบดุลหรือกำไรจริงถึง 70-80% ส่งผลให้ราคาหุ้นมีความผันผวนสูงในช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการ

อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม AI ยังคงได้รับการสนับสนุนจากการเร่งตัวของยอดส่งออกในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานเมมโมรี่ที่สำคัญ รวมถึงงบลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขับเคลื่อนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ คาดว่าการเติบโตรายไตรมาสของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะยังเร่งตัวขึ้นได้ในไตรมาสที่ 2 แต่มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2570 เป็นผลมาจากฐานรายได้ที่ปรับตัวขึ้นมาสูงมากในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังคงสูงกว่าดัชนี S&P500 ที่ไม่รวมหุ้นเทคโนโลยีอยู่หลายเท่าตัว เปรียบเสมือนดนตรีที่ยังเล่นไม่จบ นักลงทุนจึงยังสามารถหาโอกาสลงทุนใน 5 กลุ่มเด่น ได้แก่ กลุ่มพลังงานนิวเคลียร์, กลุ่มชิปที่เป็นคอขวด, กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล, กลุ่มผู้พัฒนาโมเดล AI และกลุ่มแอปพลิเคชันเฉพาะทาง

ขณะที่ นางสาวศุภรัตน์ อารีย์วงศ์ Executive Director กลุ่มกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM ชี้แจงว่า ระบบนิเวศของอุตสาหกรรม AI ประกอบไปด้วยห่วงโซ่คุณค่า 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำ (ผู้จัดหาแร่หายาก ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้า) กลุ่มกลางน้ำ (ผู้พัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์และซอฟต์แวร์) และกลุ่มปลายน้ำ (ธุรกิจที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน) โดย SCBAM ได้จัดแบ่งกลุ่มการลงทุนออกเป็น 3 ชั้นตามลักษณะเด่น คือ 1) ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจัดเป็นหุ้นกลุ่ม AI เชิงรับ (Defensive AI Theme) ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอตามวัฏจักรการลงทุน 2) ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เช่น กลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตสูงแต่มีความผันผวนและมูลค่าหุ้นที่สูงตาม และ 3) ผู้ใช้งาน AI ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

เพื่อลดความเสี่ยงจากการคัดเลือกหุ้นรายตัว นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้เชี่ยวชาญคัดสรรและกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายประเทศและห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้อย่างครอบคลุม โดย SCBAM มีผลิตภัณฑ์กองทุนที่ตอบโจทย์ครบทุกระบบนิเวศ ประกอบด้วย กองทุน SCBSEMI (ระดับความเสี่ยง 7) เน้นลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์, กองทุน SCBDIGI (ระดับความเสี่ยง 6) ลงทุนในธีมเทคโนโลยีดิจิทัล, กองทุน SCBNDQ (ระดับความเสี่ยง 6) ลงทุนอิงดัชนี Nasdaq 100, กองทุน SCBCTECH (ระดับความเสี่ยง 7) ลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีจีน และกองทุน SCBKEQTG (ระดับความเสี่ยง 6) เน้นลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้

นอกจากนี้ยังมี กองทุน SCBRARE (ระดับความเสี่ยง 7) ที่เน้นลงทุนในกลุ่มวัตถุดิบต้นน้ำและแร่หายาก รวมถึงกองทุนในกลุ่มนวัตกรรมปลายน้ำอย่าง กองทุน SCBROBO (ระดับความเสี่ยง 6) ที่เน้นระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์, กองทุน SCBEV (ระดับความเสี่ยง 7) ในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และกองทุน SCBCLEAN (ระดับความเสี่ยง 6) ที่เน้นพลังงานสะอาด เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

Back to top button