
SCGP โชว์กำไร Q2 โต 128% อินโดฯฟื้น-เวียดนามแกร่ง เคาะปันผล 0.40 บาท ขึ้น XD 4 ส.ค.นี้
SCGP โชว์กำไรไตรมาส 2/69 แตะ 2.30 พันล้านบาท โต 128% รับธุรกิจอินโดนีเซียพลิกกำไร เดินหน้าเวียดนามเพิ่มกำลังผลิตกล่องลูกฟูก พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เติบโตจากทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้

บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA จำนวน 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน

ส่วนกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อน สะท้อนผลบวกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในแต่ละประเทศ

ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก หลังพ้นช่วงวันหยุดในอินโดนีเซียและเวียดนาม ประกอบกับเข้าสู่ฤดูกาลผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านอุปทาน
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของภาครัฐ ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2569 ช่วยสนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัทจึงเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริหารเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับธุรกิจในอินโดนีเซีย สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้จากปริมาณการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับตลาดภูมิภาค รวมถึงการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามแผน
ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ โดยบริษัทได้ร่วมกับลูกค้าปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 1,717 ล้านบาท
บริษัทกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล หรือ Record Date วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 บริษัทประเมินว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จะขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากการผลิตสินค้าเพื่อเพิ่มสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 รองรับทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ
ตลาดที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ขณะที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในทิศทางที่ดี ส่วนความผันผวนของราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ด้านแผนการลงทุน SCGP เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในพื้นที่ตอนใต้ของเวียดนามอีก 26,800 ตันต่อปี ภายในโรงงานเดิมของบริษัท Vina Kraft Paper Co., Ltd. หรือ VKPC ที่นครโฮจิมินห์
โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนประมาณ 748 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในเดือนกันยายน 2570 เพื่อรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่อง และเสริมศักยภาพการให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจในอินโดนีเซีย ผ่านการเพิ่มยอดขายภายในประเทศ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึง Machine Learning, Deep Learning และหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงาน หรือ Cobot มาใช้ในกระบวนการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้งนายดนัยเดช เกตุสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ แทนนายวิชาญซึ่งจะเกษียณอายุ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้การส่งต่อการบริหารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และรองรับทิศทางการเติบโตของบริษัทในระยะต่อไป

