AMATA ลุ้นกำไร Q2 โต 331% แตะ 1.08 พันล้าน รับยอดโอนที่ดิน-มาร์จิ้นพุ่ง โบรกชูเป้า 35 บาท

บล.เมย์แบงก์ คาด AMATA กำไรหลักไตรมาส 2/69 แตะ 1.08 พันล้านบาท โต 331% รับยอดโอนที่ดิน ราคาขายเฉลี่ย และมาร์จิ้นสูงขึ้น ขณะที่โบรกยังคงแนะ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 35 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA มีแนวโน้มรายงานกำไรหลักไตรมาส 2/2569 ประมาณ 1.08 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 331% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 18% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการวันที่ 13 ส.ค.2569

การเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากยอดโอนที่ดิน ราคาขายเฉลี่ย และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มโอนที่ดินในโครงการ Smart City ซึ่งมีราคาขายและอัตรากำไรอยู่ในระดับสูง

สำหรับยอดขายที่ดินรอการโอน หรือ Presales ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 271 ไร่ ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 156% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการขายที่ดินประมาณ 100 ไร่ให้แก่ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากประเทศจีน

แม้ฝ่ายบริหารยังคงเป้าหมายยอดขายที่ดินปี 2569 ไว้ที่ 2,800 ไร่ แต่ บล.เมย์แบงก์ ปรับลดประมาณการยอดขายที่ดินปี 2569-2571 ลงประมาณ 5-15% มาอยู่ที่ 1,600 ไร่ 1,700 ไร่ และ 1,800 ไร่ ตามลำดับ เพื่อสะท้อนกระบวนการอนุมัติการลงทุนในต่างประเทศของจีนที่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม ประมาณการยอดขายที่ดินปี 2569 ที่ 1,600 ไร่ ยังคงเติบโตประมาณ 30% จากปีก่อน โดยคาดว่ายอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีจะฟื้นตัวเป็นเฉลี่ยประมาณ 600 ไร่ต่อไตรมาส จากที่ดินที่อยู่ระหว่างการเจรจามากกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งรวมถึงโครงการศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในประเทศไทยประมาณ 300 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการเดินทางเยือนนครเฉิงตูของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบริษัทจีน 4 แห่งให้คำมั่นลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นเป็นลูกค้าปัจจุบันของ AMATA ที่มีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทย และอาจช่วยสนับสนุนยอดขายที่ดินในอนาคต

ด้านยอดโอนที่ดินในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 288 ไร่ เพิ่มขึ้น 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีการโอนที่ดินในโครงการ Smart City จำนวน 119 ไร่เป็นครั้งแรก ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12-14 ล้านบาทต่อไร่ และมีอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า 60%

บล.เมย์แบงก์ ประเมินว่า การโอนที่ดินดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนทั้งรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของ AMATA ให้แข็งแกร่ง ขณะที่บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog ณ ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 1.84 หมื่นล้านบาท โดยราว 40-45% เป็นที่ดินที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

การทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือส่วนดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนโมเมนตัมกำไร และรองรับประมาณการผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 2569 รวมถึงปี 2570 ได้ทั้งหมด ประกอบกับรายได้ประจำจากธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2569-2571 ขึ้นประมาณ 9-10% เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมคาดว่ากำไรหลักในช่วงปี 2568-2571 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 11% จากการรับรู้รายได้ของงานในมือที่มีมาร์จิ้นสูงและการเติบโตของรายได้ประจำ

ปัจจัยสนับสนุนยอดขายที่ดินในระยะต่อไปยังมาจากความต้องการลงทุนใน Data Center การย้ายฐานการผลิตของบริษัทจีนเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายและการโอนที่ดินล่าช้ากว่าคาด

บล.เมย์แบงก์จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” AMATA พร้อมเลื่อนฐานประเมินมูลค่าไปเป็นปี 2570 และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 35 บาท จากเดิม 25 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 9.5 เท่า เทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่บน P/E ปี 2570 ราว 8 เท่า ซึ่งยังไม่แพงเมื่อเทียบกับแนวโน้มการลงทุนและการเติบโตของกำไร

Back to top button